Where Giants Live

Where Giants Live

เราเดินก้าวลงจากรถด้วยความสะลึมสะลือ เพราะคืนก่อนหน้านั้นเรานอนกันที่เมืองอื่นไม่ได้พักที่ Cebu ล้อหมุนเริ่มออกจากโรงแรมกันตั้งแต่ ตี 5... แต่ถ้าอยากจะลงน้ำกลุ่มแรก ก็ต้องอย่างงี้แหละ

แต่ถว่า... พอมองออกไปตรงจุดที่จะเห็นฉลามวาฬเข้ามา มีเรือสำหรับนักท่องเที่ยวที่รอว่ายน้ำกับฉลามวาฬอยู่แล้วเป็น 10! นี่ยังไม่รวมเรือของชาวบ้านที่ทำหน้าที่เป็น Feeder คอยป้อนอาหารเรียกฉลามวาฬเข้ามาให้นักท่องเที่ยวอีก แต่ไม่เป็นไร กลุ่มเรายังไงก็ได้เป็นกลุ่มแรกที่ได้ Scuba เราเลยรีบแต่งตัว ประกอบอุปกรณ์ให้พร้อม เพื่อรอ Dive Leader ของเราเข้ามาบรีฟเกี่ยวกับข้อปฏิบัติระหว่างอยู่ในน้ำกับฉลามวาฬ ทั้งข้อห้ามและระยะที่เหมาะสมในการดำน้ำร่วมกันกับพี่จุดยักษ์ใหญ่แห่ง Oslob

000015b.jpg

คงจะไม่ได้พูดเข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป แต่การที่เราเป็นนักดำน้ำนั้น ทำให้กลุ่มของเรามีความเข้าใจกับกฎต่างๆและทำตามได้อย่างไม่อิดออด เรารู้ว่าไม่ควรสัมผัสตัวเจ้าฉลามวาฬ (หรือสัตว์น้ำใดๆก็ตามระหว่างดำน้ำ) แตกต่างกับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่อาจต้องใช้ความเข้าใจและการอธิบายที่มากกว่าเพื่อให้ปฏิบัติตามกฎและให้เกียรติพื้นที่ส่วนตัวของพี่จุดบ้าง

นอกจากการเข้าใกล้จนเกินไปจะทำให้สัตว์เกิดอาการเครียดได้แล้วนั้น การสัมผัสโดนตัวของฉลามวาฬนั้น ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเราจะทำให้มันเจ็บได้ แต่ที่ต้องป้องกันไว้ก็เพราะบนผิวหนังของฉลามวาฬ รวมทั้งสัตว์ทะเลอีกหลายชนิด มีชั้นปกป้องซึ่งเมื่อเราไปจับเข้า อาจทำให้ชั้นเคลือบนี้หลุดออกได้ และเมื่อฉลามเกิดเป็นแผลตรงบริเวณที่ไม่มีชั้นเคลือบป้องกันโอกาสในการติดเชื้อก็มีมากขึ้น และถ้าแผลติดเชื้อ ถึงจะเป็นแผลเล็กๆก็อาจนำไปสู่ความตายได้ รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าใครได้ไปดำน้ำกับฉลามวาฬ หรือ สัตว์น้ำต่างๆต่อให้มันน่ารักแค่ไหน ก็ขอให้ทุกคนมีสติ ไม่สัมผัสสัตว์น้ำกันนะคะ

000028.JPG

สำหรับคนที่ Scuba จะไม่สามารถออกเรือไปตรงจุดให้อาหารได้ ให้บริเวณนี้นั้นห้ามเรือใบพัดเข้า เรือทุกลำ ทั้งเรือที่พานักท่องเที่ยวเข้าไป และ เรือป้อนอาหาร จะเป็นเรือแมงมุมแบบพื้นเมืองที่ใช้ไม้พาย เพื่อป้องกันไม่ให้ฉลามวาฬที่กำลังเพลิดเพลินกับการกิน หรือกำลังว่ายอยู่ข้างใต้ ได้รับอันตรายโดยใบพัดเรือ กลุ่มเราต้องแต่งตัวบนฝั่ง เดินลงหาดพร้อมอุปกรณ์จากหาดไปตรงกลาง ความลึก (เรียกว่าไม่ลึกเลยก็ได้) ประมาณ 5 – 10 เมตรเท่านั้น

สำหรับเรา Dive Site นี้มีความแตกต่างจากที่อื่นตรงที่ บริเวณพื้นทรายจะเต็มไปด้วยหญ้าทะเล คล้ายเหมือนเดินอยู่ในสวน แต่มีปลาตัวเล็กๆแทนพวกผีเสื้อ แปลกใหม่และเพลินดี และเมื่อจึงจุดที่เขาจะทำการ Feeding พี่จุด Dive leader ก็จะส่งสัญญาบอกให้พวกเราหยุดรอ พวกเรายังไม่ทันได้หายเหนื่อย ก็ได้ยินเสียง Dive leader เคาะแท็งก์ เก๊งๆๆ พร้อมชี้มือขึ้นข้างบน ฉลามวาฬมาแล้ว!!!!!

P4300523-02.jpeg

ต้องบอกก่อนว่าเรายังไม่เคยเจอฉลามวาฬในธรรมชาติตามปกติ ครั้งนี้เลยเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างเรากับพี่จุด ซึ่งความยิ่งใหญ่ของของเขามันมากเกินจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ และการที่พี่เค้าอยู่ในสภาพตั้งตรงแนวดิ่ง อ้าปากทานอาหาร ซึ่งไม่ใช่การว่ายตามแนวธรรมชาติของเค้า ทำให้เค้าดูยิ่งใหญ่มากไปกว่าเดิมอีก

ถ่ายรูปรัวๆ ถ่ายไปหลบหางพี่แกไปด้วย ต้องบอกว่าฉลามวาฬ ระหว่างเข้ามา Feeding ดูไม่สนใจอะไรเลย ตั้งหน้าตั้งตากินมากๆ มนุษย์อย่างพวกเรา ก็ต้องคอยเว้นระยะตามกฎ เห็นนิ่งเนิบๆอย่างนั้น แต่ถ้าโดนหางพี่จุดฝาดเอาจังๆละก็คงมีกระเด็น เพราะอย่างนั้นเลยยิ่งเข้าใจว่ากฎต่างๆที่มีมันมีออกมาเพื่อปกป้องเราเองนี่แหละ จากตอนแรก มี 1 ตัว สักพักเงยหน้าจากจอภาพดูอีกที ข้างบนมีฉลามวาฬ 4-5 ตัว เก็บภาพด้วยกล้องจนคิดว่าควรจะพักเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และ ช่วงเวลาเหล่านี้ไว้ด้วยตาเปล่าของเราบ้างได้แล้ว เราเลยได้มีโอกาสสังเกตและวิเคราะห์หลายๆประเด็นที่หลายคนมองว่ามีปัญหา

20170430082813-01.jpeg

ตลอดหลายปีตั้งแต่เริ่มดำน้ำหรือแม้กระทั้งพี่ๆคนอื่นที่เคยมาดำน้ำที่นี้เมื่อปีก่อนๆ ต่างบอกว่าไม่ประทับใจ ไหนจะคนเยอะแยะที่ว่ายเข้าหาปลาไม่ว่าจะด้วยความตื่นเต้นหรือเพราะว่ายน้ำไม่แข็งทำให้ควบคุมทิศทางและการลอยตัวได้ไม่ดี หรือเพื่อหวังจะได้รูปที่ใกล้ทุกสุด ดีที่สุด เท่ที่สุด เพื่อมาลง Social Media แต่หลังจากการสังเกตการณ์ระหว่างอยู่ใต้น้ำของเราเอง รู้สึกว่าแม้ช่วงที่เราไปจะมีนักท่องเที่ยวเยอะ เพราะเป็นช่วงหยุดยาว แต่ก็ไม่มีใครเข้าใกล้ฉลามวาฬมากเกินไป เราไม่ได้รู้สึกไปเอง เพราะเมื่อถามจากพี่ที่เคยมาเมื่อปีก่อน ก็ได้รับคำตอบว่า ปีนี้มีกฎและการบริหารจัดการดีมากขึ้นจริงๆ

พอสอบถามคนท้องถิ่นเพิ่มเติม ก็ได้ทราบว่ามีการจัดตั้งกลุ่ม Ranger หรือผู้ดูแล เป็นคนในท้องถิ่น ที่เห็นถึงความสำคัญของการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างคนและฉลามวาฬ พวกเขาเหล่านี้ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของฉลามวาฬต่อธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศและชุมชน ทำให้เข้าใจและเล็งเห็นว่าฉลามวาฬ ซึ่งการเป็นอยู่ที่ดีของมันจะคอยมอบอาชีพและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้น ที่นี้เมื่อเกิดความเข้าใจจึงเกิดเป็นการตั้งใจอยากจะปกป้องดูแลให้ฉลามวาฬอยู่คู่เมือง Oslob, Cebu ไปนานๆ มากกว่าการเห็นแก่ตัวและพยายามเอาเปรียบธรรมชาติและคนในชุมชนของตัวเองเพื่อหากินระยะสั้น

มองจากข้างล้างจะเห็นเหล่า Ranger คอยดูแล ดึงคนที่ว่ายออกจากเรือไกลเกินไปกลับเข้ามา แม้กระทั้ง Dive Leader ของกลุ่มเราเอง เพราะเราอยู่ในบริเวณที่ไม่ลึกมาก (แค่ประมาณ 5 เมตร) ก็จะคอยสอดส่องช่วยดู  เราเห็นครั้งหนึ่งมีนักท่องเที่ยวกำลังลอยเข้าไปใกล้ฉลามวาฬมากเกินไป Dive Leader ของเราก็ว่ายไปดึงเขาออกมา และส่งตัวนักท่องเที่ยวกลับให้กับ Ranger ที่พากลับเรือ

อีกอย่างที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการ feeding คือ อาหารที่ให้นั้นจะให้ช่วงเช้าถึงประมาณเที่ยง แล้วจะหยุด เพื่อเป็นการไม่ให้ฉลามนิสัยเสียจนเกินไปและออกไปหากินข้างนอกบ้าง อาหารที่เห็นหลุดรอดปากพี่จุด มาลอยอยู่ในน้ำ จะเป็นเหมือนกุ้งตัวเล็ก หรือ เคย ก็ดูเป็นอาหารตามธรรมชาติปกติของฉลามวาฬ แต่ทั้งนี้เราไม่ได้เห็นถังที่ใส่อาหารมา ไม่สามารถออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเอาเนื้อสัตว์อื่นมาผสมได้ว่ามีการทำจริงหรือไม่ และ เราไม่มีความรู้พอที่จะบอกได้ว่า อาหารที่มีสารอาหารเพียงพอต่อฉลามวาฬนั้นต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ขอไม่ออกความเห็นประเด็นนี้ละกัน

จากช่วงที่แย่สุดๆ ที่แม้แต่คน local ที่ให้อาหารปลา ยังเอาเท้าไปถีบฉลามวาฬเวลามันเข้าใกล้เกินไป จนตอนนี้ที่พวกเขาก็รู้แล้วว่า ไม่ควร feed อยู่กับที่ เพราะจะทำให้เกิดการชนกันของเรือป้อนอาหาร เรือนักท่องเที่ยว และตัวฉลามวาฬ ตอนนี้พอฉลามวาฬเริ่มเข้าใกล้ หรือมีเรือในบริเวณเดียวกันเยอะเกินไป คนป้อน ก็จะค่อยๆพายเรือขยับออก ถ้าฉลามวาฬอยากกินต่อก็จะว่ายตามมา เรือนักท่องเที่ยวทุกลำก็ไม่ต้องกระจุกอยู่ด้วยกันในที่เดียว ทำให้ทุกลำมีโอกาสได้เห็นฉลามวาฬอย่างใกล้ชิด โดยไม่เกิดอันตรายต่อคนและสัตว์

ส่วนตัวเราประทับใจ ประสบการณ์ดำน้ำกับฉลามวาฬที่ Oslob, Cebu มาก ถึงรู้ว่านี้ไม่ใช่พฤติกรรมปกติตามธรรมชาติ ถึงจะเห็นท้องฉลามมากกว่าหน้ามันก็ตาม แต่ประสบการณ์วันนี้ทำให้เราได้เรียนรู้และเห็นอะไรหลายๆอย่าง เปลี่ยนความคิดของเราในหลายๆแง่ เราได้เห็นหลักฐานว่าความรู้และความเข้าใจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง จากวันนั้น สู่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การศึกษาและการร่วมมือกันนำไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนที่ได้ผลจริงๆ มนุษย์เรามีความสามารถในการเรียนรู้ และพัฒนา การอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์ในธรรมชาติอย่างไม่เบียดเบียนทำได้ยาก แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เราพูดมาทั้งหมดแน่นอนว่าไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ภายใน 1-2 ปี ก็มีความเปลี่ยนแปลงให้เห็นแล้ว เราว่ามันก็ไม่ได้นานเกินไป

เลยอยากจะย้ำว่าหากพวกเราทุกคนพยายามเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติและดูแลเค้าให้ดีกว่านี้ เราก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเพิ่มเวลาให้โลก (ทั้งบก และ ใต้น้ำ) ใบใหญ่ใบนี้ได้อยู่กับเราไปนานๆ เวลาไปเที่ยวก็อย่าลืมคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วยนะจ้ะ

เคล็บลับการเดินทาง

  • สามารถบินตรงจากกรุงเทพฯไปมานิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้ทุกวัน
  • จากนั้นจะต้องต่อเครื่องบินตรงไปลงเกาะเซบู (Cebu) จากมานิลา ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงยี่สิบนาทีโดยประมาณ มีบินทุกวัน
  • เมื่อถึงเกาะเซบูแล้วการเดินทางไป ออสลอบ (Oslob) ก็ไม่ได้ยากนัก สามารถเช่ารถขับเอง หรือ นั่งรถทัวร์จากสายใต้บ้านเค้า (South Bus terminal) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ราคาเพียงแค่ Php155 หรือ 100บาท
  • สำหรับคนที่อยากจะไปชมพี่จุด แนะนำให้ดูทัวร์ไปก่อน แต่จะไปดูที่โน่นก็ได้
  • สามารถเดินทางไปดูพี่จุดได้ทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือช่วงหน้าหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) 
  • แต่กฏสำคัญที่สุดคือ! เวลาลงน้ำ ห้ามจับพี่จุด และ ทาครีมกันแดดลงไป 

*ขอบคุณรูป cover photo จาก คุณ Yammo แห่ง Neverdry Thailand