Through The Persian Empire

Through The Persian Empire

เมื่อพูดถึงอิหร่านในภาพของเมืองท่องเที่ยวที่เรารู้จัก มีแค่ภาพเดียวคือภาพของสถาปัตยกรรมที่ Persepolis แห่งเมือง Shiraz ที่เคยเห็นจากอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ภาพนั้นติดอยู่ในใจมาตลอดเวลาว่าสักวันหนึ่งเราคงจะต้องมีโอกาสไปดูของที่จริง

image1 (1) copy.JPG

แต่ความรู้อื่นๆเกี่ยวกับอิหร่านของเรานี่เท่ากับศูนย์ พอจะต้องไปเที่ยวก็ต้องทำการบ้านเพิ่มเติมสักหน่อย ก่อนออกเดินทางก็มีคนรอบตัวทักท้วงเรื่องความไม่ปลอดภัยและชื่อเสียงทางลบของอิหร่าน อีกทั้งหนึ่งอาทิตย์ก่อนเทคออฟก็มีข่าวผู้ก่อการร้ายยิงกันกลางเมืองหลวง Tehran ลงข่าวใหญ่โตออกข่าวไปทั่วโลก

ถามว่ากลัวไหม? กลัวสิคะ แต่... “I love the feeling of being anonymous in a city I’ve never been before” 

ถามว่ายังจะไปอยู่ไหม? ไปสิ!!! เพราะชั้นไปเมืองบ้านนอกบ้านนาของอิหร่านเค้า มันจะไปมีอะไรนอกจากหินถล่มกับพายุทะเลทรายคะ

image1 (3) copy.JPG

เสียงประกาศเตือนให้ผู้โดยสารผู้หญิงทุกคนบนเครื่องบินคลุมศรีษะด้วยผ้าคลุมให้เรียบร้อย เป็นสัญญานบอกว่าเครื่องบินที่เราเดินทางมาด้วยนั้นกำลังจะแลนดิ้งที่อิหร่านแล้วในอีกไม่กี่นาที สนามบินอิหร่านโคมัยนี่ดูใหญ่โตกว่าที่คิดไว้ ผู้คนท้องถิ่นต่างมองมาอย่างสนใจและใคร่รู้ว่า ผู้หญิงเอเซียอย่างเรามาจากประเทศอะไร เนื่องจากเป็นประเทศที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตรมาค่อนข้างนาน และนักท่องเที่ยวส่วนมากจะเป็นชาวตะวันตกและชาวตะวันออกกลาง คนอิหร่านจึงไม่คุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวหน้าตาอย่างเราสักเท่าไหร่  

เราเดินทางไปอิหร่านในเดือนรอมฎอนอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ที่ชาวมุสลิมทั่วโลกจะถือศีลอดประจำปีในช่วงเวลากลางวันของเดือนนี้  ซึ่งคนอิหร่านเค้าก็จะเก็บตัวกันอยู่ในบ้านและออกมาข้างนอกกันหลังจากพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ถนนหนทางจึงเงียบเหงาร้างผู้คน ร้านรวงจะปิดกลางวันและเปิดกันคึกคักช่วงกลางคืน ของกินก็หายากมากต้องฝากท้องไว้กับร้านอาหารของที่พักเสียส่วนใหญ่ อากาศก็ร้อน ร้อนแบบไม่มีเหงื่อออกเพราะความร้อนทำให้เหงื่อระเหยไปอย่างรวดเร็ว1

image1 (7) copy.JPG

ที่พักทั้งหมดเราตัดสินใจเลือกพักโฮสเทลในย่านเมืองเก่าเสียเกือบจะทั้งหมด เพราะเดินเที่ยวง่าย แต่โฮสเทลที่นี่น่ารักมาก โดยเฉพาะที่พักที่มีลักษณะเป็นบ้านดิน

มาเริ่มต้นกันที่เมือง Shiraz เมืองนี้มีทะเลสาบที่น้ำเป็นสีชมพู ที่อิหร่านพระอาทิตย์ตกประมาณ 2 ทุ่ม เมื่อไปถึงทะเลสาบ แม้ว่าจะเป็นเวลา 6 โมงเย็นแล้ว แต่แสงแดดก็ยังคงแผดเผาเหมือนกับเวลาบ่ายโมงของประเทศไทยยังไงยังงั้นเลย เราแวะเข้าชมมัสยิด Shah Cheragh และ Nasir ol Molk Mosque ในย่าน Main Bazaar บางมัสยิดก่อนเข้าต้องคลุมฮิญาบแบบมุสลิมและมีไกด์ภาษาอังกฤษพาชมสถานที่ด้วยนะ

image1 (10) copy.JPG

วันรุ่งขึ้นเราเดินทางด้วยรถต่อไปที่ Persepolis ที่เคยเป็น พระราชวังของพระเจ้าดาริอุสที่ 1 ผู้ปกครองอิหร่านหรือที่เรียกกันว่าจักรววดิ์เปอร์เซียเมื่อหลายพันปีก่อน ท่ามกลางกลางซากปรักหักพังนั้น เราจะรับรู้ได้ทันทีถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิเปอร์เซียเมื่อหลายพันปีก่อนคริสต์กาล เดินชมกลางแดดเปรี้ยงๆที่อุณหภูมิ 42 องศาด้วยความซาบซึ้งใจสูดกลิ่นประวัติศาสตร์เต็มปอด ไอ้เรานี่แทบจะก้มกราบงามๆที่ซากกองหินรอบๆตัวสักรอบ นี่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลถึงอิหร่านก็เพราะ Persepolis ที่จุดแรงบันดาลใจให้เกิดทริปนี้นี่แหละ

ถัดจาก Shiraz เราออกเดินทางต่อไปที่ Yazd ถนนสองข้างทางมีต้นสนไซเปรสเรียงรายไปตลอดทาง รถแล่นมาระยะหนึ่งแล้วภูมิประเทศก็เริ่มเปลี่ยนเป็นภูเขาหินและทะเลทรายYazd เคยเป็นโอเอซิสกลางทะเลทรายเป็นจุดพักกองคาราวานขนสินค้าหรือเส้นทางสายไหมในอดีตและเป็นต้นกำเนิดศาสนา “โซโรแอสเตอร์” ซึ่งเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ถือกำเนิดที่เมือง Yazd ช่วง 600 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ และเมื่อไม่นานมานี้เอง Yazd ก็เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนในปี 2017 ให้เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของยูเนสโก

image1 (4) copy.JPG

ระหว่างเส้นทางเลี้ยวลดไปตามหุบเขา รถของเราขับไต่ไปตามทางหลวงที่ทอดผ่านหุบเขาสูงใหญ่ทั้งหลายที่ตั้งตระหง่านท้าทายนักเดินทาง เส้นทางนี้ไม่ไกลมากแต่กลับใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนาน เพราะการหยุดแวะตามจุดต่างๆอย่างคนกระหายอยากรู้อยากเห็น และระหว่างทางเราก็ได้แวะเยี่ยมสุสานของ Cyrus The Great กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์อะคามินิดผู้ก่อตั้งอาณาจักรเปอร์เซียประมาณ 550 ปีก่อนคริสตกาล ช่วงเวลาเดียวกับที่เจ้าชายสิทธิธัตถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อพระเจ้าไซรัสเนี่ย เราก็ได้ยินจากหนังย้อนยุคของฝรั่งพวกสงครมเทพเจ้าอะไรเทือกนี้บ่อยๆ หลานคนคงไม่รู้จัก ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริง และนอกจากจะเป็นปฐมกษัตริย์แห่งเปอร์เซียแล้ว พระองค์ก็ยังเป็นไอดอลในใจของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนียด้วย พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเคยมาเคารพที่สุสานแห่งนี้ด้วยตัวเอง เห็นไหมละคะ ว่าพระเจ้าไซรัสเค้ายิ่งใหญ่ขนาดไหน

เมื่อถึง Yazd เราได้เข้าชมวิหารแห่งไฟของศาสนาโซโรแอสเตอร์และกองไฟแท่นบูชาเทพเจ้าโบราณที่ไม่เคยมอดดับมาหลายร้อยปีแล้ว ที่นี่เป็นสถานประกอบพิธีทางศาสนาของผู้นับถือศาสนาโซโรแอสเตอร์ แต่นอกจากวิหารแห่งไฟ Yazd ยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกที่คือ Tower of Silence หรือที่แปลว่า “หอคอยแห่งความเงียบ” ซึ่งสถานที่ประกอบพิธีศพของศาสนาโซโรแอสเตอร์ในอดีต โดยนักบวชจะนำร่างของผู้เสียชีวิตขึ้นไปไว้ด้านบนของหอคอยเพื่อทิ้งไว้เป็นอาหารของสัตว์ต่างๆ เช่น อีแร้ง อีกา

image1 (2) copy.JPG

การเดินทางไกลในต่างแดน บางครั้งก็ต้องมีการเหมาเช่ารถพร้อมคนขับเพื่อความสะดวก และที่ Yazd เราก็ได้แชร์รถเหมาไปเที่ยวกับนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงอีก 2 คนที่พักโฮลเทลเดียวกันเพื่อไป Chak Chak  หรือสถานที่ศักด์สิทธิ์ของโซโรแอสเตอร์บนยอดเขาสูง และ Kharanaq village หมู่บ้านดินโบราณอายุ 4,000 กว่าปี ปัจจุบันหมู่บ้านดินไม่มีคนอยู่อาศัยแล้วและถูกปล่อยทิ้งรกร้างไว้เพราะการเข้ามาของความเจริญของวัตถุ คนในหมู่บ้านเริ่มสร้างบ้านแบบสมัยใหม่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านดินที่เดิม ปัจจุบันเหลือจำนวนประชากรในหมู่บ้านเพียงหลักร้อย เพราะคนในหมู่บ้านส่วนมากเข้าไปทำงานในตัวเมืองกันหมด เหลือแต่คนแก่และเด็กๆอยู่ในหมู่บ้าน วันนี้สนุกมากค่ะ เข้าป่าขึ้นดอย ต้องเดินขึ้นเขา เดินเข้าป่า เดินหลงเข้าสวนผักชาวบ้านแล้วไปโผล่ที่สวนต้นถัวพิสตาชิโอ เดินข้ามสะพานส่งน้ำแบบโบราณที่ส่งน้ำไปอีกฟากของหมู่บ้าน เพื่อจะไปพบว่า..มันช่างเวิ้งว้างและไม่มีอะไรให้ดูเลยจริงๆ 555

image1 (9) copy.JPG

A romantic night in Isfahan 

Isfahan นครที่ใหญ่อันดับ 3 ของอิหร่าน ตั้งอยู่ตรงกลางประเทศ เป็นเมืองเก่าอายุพันกว่าปี เคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิเปอร์เซีย และเป็นที่ตั้งของเส้นทางข้ามผ่านอิหร่านทั้งทางทิศเหนือ ถึง ใต้ ถึง ตะวันออก และ ตะวันตก เป็นอดีตเมืองหลวงที่เคยเจริญสูงสุดและเป็นศูนย์กลางการค้าในยุคโบราณ จนกระทั่งมีคำกล่าวที่ว่า Esfahan nest e jahan ast หรือ Isfahan is half of the world “อิสฟาฮานคือครึ่งหนึ่งของโลก” ที่นี่นอกจากจะเป็นที่ตั้งของจตุรัสอิหม่านโคมัยนี่ซึ่งเป็นจัตุรัสที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจัตุรัสเทียนอันเหมินของประเทศจีน ก็ยังมีโบสถ์คริสต์ตั้งอยู่กลางเมืองอิสลามแห่งนี้ด้วย

image1 (8) copy.JPG

Isfahan เป็นเมืองแปลก ถึงจะไม่ค่อยมีอะไรที่เราสนใจจะเที่ยว แต่กลับเป็นเมืองที่ประทับใจมาก เราเจอครอบครัวคนอิหร่านที่โบสถ์คริสต์พาเรามาส่งที่จัตุรัสอิหม่านโคมัยนี่ทั้งๆที่คุยกันไม่รู้เรื่อง คนอิหร่านที่เพิ่งได้รู้จักที่นั่นพาเรามาเดินเล่นในอุโมงค์ไฟแสนโรแมนติกกลางเมืองอิสฟาฮาลเพื่อแนะนำที่เที่ยวที่ทัวริสต์อย่างเราไม่รู้จัก เมืองนี้ทำให้มีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น เรารู้สึกหลงรักเมืองนี้และคิดว่าคงจะต้องกลับมาอีกแน่ๆ

image1 (6) copy.JPG

แม้จะมีคนบอกว่าประเทศแถบนี้เดินทางยาก โดยเฉพาะผู้หญิง แต่ในความเป็นจริงจริงแล้ว มันไม่ได้ยากหรือลำบากอย่างที่ใครๆพูดกัน ความกลัวก็มีบ้าง แน่ล่ะค่ะ ใครบ้างจะไม่กลัว แต่เมื่อมาถึงแล้วก็พบว่า คนที่นี่น่ารักและเป็นมิตรมาก 

แต่ในความเป็นผู้หญิง การไว้ใจคนแปลกหน้ามากเกินไปก็เหมือนดาบสองคม โดยเฉพาะในประเทศที่ผู้ชายและผู้หญิงมีข้อจำกัดการคบหาอย่างชัดเจนเช่นที่อิหร่าน 

ผู้หญิงต่างชาติที่ไปเที่ยวอิหร่านควรระวังตัวในการให้ความสนิทสนมกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะผู้ชาย ผู้ชายอิหร่านจะไม่ถูกเนื้อตัวผู้หญิงเด็ดขาด คนไหนพยายามจะแตะตัวเราให้ระวังให้ดี อย่าหันไปหยุดคุยถึงแม้ผู้ชายจะพยายามเรียกให้หันไปหา เพราะเค้าจะเดินตามเราไม่รู้จบ เห็นเป็นประเทศมุสลิม แต่ผู้หญิงที่นี่มีอิสระเสรีมาก ขับรถได้ ไปช้อปปิ้งเองคนเดียวได้ ไม่เหมือนภาพที่เรามโนไว้ก่อนไปเลยค่ะ

ไม่ต้องคิดมากเลย เตรียมตัวไปสนุกกับสิ่งใหม่ๆที่รอเราอยู่ค่ะ

Travel Tips

  • ควรจองที่พักและมีใบยืนยันห้องพักให้เรียบร้อยก่อนการเดินทาง ที่พักมีให้เลือกน้อย ควรติดต่อโดยตรงทางอีเมล์
  • แลกเงินมาให้พอ อิหร่านไม่สามารถใช้บัตรเครดิตหรือใช้บัตรจากต่างประเทศมากดเงินสดได้ สกุลเงินควรแลกมาเป็นยูโรหรือดอลล่าร์แล้วเอามาแลกเงินอิหร่านอีกที
  • วีซ่ามาทำที่สนามบินที่อิหร่าน เป็น Visa on Arrival ก็ได้ ไม่ยุ่งยาก แต่จะทำมาก่อนเดินทางก็ได้เพื่อความสบายใจ
  • ซิมการ์ดซื้อที่สนามบินได้เลย มีขายทุกที่ เปิดขาย 24 ชั่วโมง ให้เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนให้เลย แต่ใช้ Social Network เช่น Facebook ไม่ได้
  • คนอิหร่านส่วนมากกระหายอยากรู้เรื่องโลกภายนอก วัยรุ่นแทบทุกคนเล่น  Instagram และ Telegram
  • ตัวเมืองเตหะรานรถติดมาก ใช้รถไฟฟ้าใต้ดินสะดวกกว่า บนรถไฟฟ้าเตหะรานมีคนเดินขายของทุกอย่างตั้งแต่เครื่องสำอางค์ยันเล็กกิ้ง เห็นคนอิหร่านดูกันนิ่งๆเฉยๆแม่ค้าพูดจบ อิหร่านแห่กันรุมตระกร้าสินค้าทั้งขบวนเลยจ้า
  • รถไฟใต้ดินที่นี่มีแบ่งโบกี้ด้านหน้าและด้านหลังสำหรับผู้หญิง ส่วนผู้ชายก็ยืนอัดกันไปกลางขบวน ผู้หญิงจะเข้าใช้โบกี้ขบวนด้านหน้าและด้านหลัง