The Art Of Leisure

The Art Of Leisure

ประเทศเล็กๆในแอฟริกาเหนือ เมืองในฝันน...หยุดก่อน!!! เฮ้ยยย ทำไมมันไม่เหมือนภาพที่คิดไว้ในหัววะ!! คือถ่ายรูปสวยก็อยู่ในส่วนของรูปสวย แต่การมาเที่ยวมันไม่ได้มีแค่นั้น(ปะวะ?) ครั้งนี้เลยรู้ซึ้งว่า บางครั้งการเดินทางก็คือการ...ปล่อยวาง

 Riad หรือบ้านเก่าที่ถูกนำมาปรับปรุงให้เป็นโรงแรม 

Riad หรือบ้านเก่าที่ถูกนำมาปรับปรุงให้เป็นโรงแรม 

การปล่อยวางมีหลายรูปแบบ อาจจะเป็นเพราะที่นี่มีวัฒนธรรมที่ใกล้กับประเทศแขกมากพอสมควร ถึงแม้ว่าเค้าจะอยู่ในแอฟริกาก็เถอะ ผู้คนที่นี่น่ารักแต่ก็จะมีอะไรมาทำให้เราตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งเราก็ต้อง ช่างแม่งงงงงง!! ไปจนถึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกันไปเลย

 สถานที่ย้อมหนังอันโด่งดังใน Fez

สถานที่ย้อมหนังอันโด่งดังใน Fez

เรื่องของเรื่อง คือเราได้มีโอกาสไปทำงานที่ประเทศอังกฤษ ในใจคิดว่าไหนๆก็ไปทำงานแล้ว ไม่อยากให้มันเสียเที่ยวเราไปเที่ยวต่อเลยละกัน แล้วด้วยความงกก็ขี้เกียจไปขอวีซ่าแชงเกน คิดไปคิดมา ประเทศไหนน้าาาที่ใกล้อังกฤษแต่ไม่ต้องขอเชงเกน เฉลย!! Morocco นั่นเองงง บวกกับการหาตั๋วจากลอนดอนแบบไปกลับได้เพียงแค่ 2,000บาทเท่านั้น จะไปคิดอะไรให้มันมากมายหล่ะ! รูดๆๆๆๆๆๆ

 มีตังค์มั้ย? ไม่เป็นไร สิ้นเดือนเดี๋ยวค่อยคิด

 การทักทอพรม ละเอียดอ่อนมาก

การทักทอพรม ละเอียดอ่อนมาก

ก่อนจะไปทำงานเราก็เตรียมตัว (เผื่อเที่ยว) ด้วยการไปทำวีซ่าให้มันเรียบร้อย ตัวสถานทูตอยู่ชั้นเดียวกับที่ขอวีซ่าฝรั่งเศส ราคา 759บาทเท่านั้น โอ้ยยย รู้สึกชนะมาก 

ส่วนขั้นตอนการรีเสิชนั้นเราก็ทำแบบเบื้องต้นมากๆ อย่างเช่น เรารู้ว่าเราจะไปลงที่ เมือง Fez และบินกลับจาก Marrakesh เปิดกูเกิ้ลแมพแล้วชี้จากจุดนึงไปจุดนึง บวกกับการ detour ในเมืองสีฟ้าที่เห็นมานักต่อนักใน social media พยักหน้ากับตัวเองแล้วบอกว่า นั่นแหละคือทริปของเรา จองโรงแรม จองรถ พอและ!!!

 อาหารเช้ามีแป้งหลายแบบมาก อันนี้อารมณ์คล้ายโดนัททอด + ปาท๋องโก๋ อาหย่อย

อาหารเช้ามีแป้งหลายแบบมาก อันนี้อารมณ์คล้ายโดนัททอด + ปาท๋องโก๋ อาหย่อย

ตัดภาพมาอีกสามเดือน ระหว่างไปทำงานอยู่ที่อังกฤษ พายุหิมะมาเด้อออ หนาวสั่นไปหมด นั่งนับถอยหลังวันที่จะได้ไป Morocco รีบจัดของลงกระเป๋าเป้แล้วมุ่งหน้าไปที่สนามบิน..

ดีเลย์...เฮ้ย ไม่เป็นไร เครื่องบิน low cost อย่าคิดเยอะ เราไม่ได้เลือกนั่งติดกับเพื่อนเพราะนั่นจะเพิ่มค่าใช้จ่ายไปอีก ไม่เป็นไร บินแค่3ชั่วโมง แต่เราลืมนึกไปว่าคนจากประเทศ Arabic จะมีนิสัยเฉพาะตัวที่ทำให้สายการบินโลว์คอสมีความรู้สึกเหมือนนั่งรถสองแถวได้ นี่คือบทเรียนแรกที่เราได้เจอ.

 ตรอกซอกซฮยในเมือง Fez

ตรอกซอกซฮยในเมือง Fez

ไม่เป็นไร เพราะเมื่อถึงสนามบินก็เกือบเที่ยงคืนพอดี โชคดีที่เรามีคนจากโรงแรมมารับ First impression ของบ้านเมืองเค้าคือสนามบิน เฮ้ยยยมันหรูหรามั้กๆ บ้านเมืองสะอาดจัง แต่ตามสูตร เพราะเมื่อเราขับเลยเขตสนามบินออกมาเราก็เริ่มเห็นความเป็นจริง มันไม่ได้แย่นะ แต่มันไม่เหมือนที่คิดไว้

เราได้เรียนรู้จากพี่คนขับว่า บ้านเมืองเค้าแบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ ส่วนเมืองใหม่ และ ส่วนเมืองเก่า หรือ Medina ที่เราเห็นตามอินเตอร์เนต เท่านั้นแหละ เราก็ร้องอ๋อออออออ พรุ่งนี้เช้าชั้นจะได้เห็นของจริง

พี่คนขับจอดรถนอกกำแพง medina แล้วลากกระเป๋าเราไปในความมืด เรารีบตามพี่เค้า ลัดเลาะตามตรอกและมุมมืดมากมาย ตอนนั้นไม่รู้จริงๆว่ากลัวจะหลงหรือโดนปล้น แต่10นาทีต่อมาเราก็ถึงโรงแรมของเรา 

 เนื้ออะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่กินแล้วได้บรรยากาศสุดๆ

เนื้ออะไรก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่กินแล้วได้บรรยากาศสุดๆ

สวยม้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ตอนนั้นตื่นตาตื่นใจไปหมด ความเหนื่อยของการบิน(รถสองแถว) เดินลัดซอย ก็หายไปปลิดทิ้ง ศิลปะของเค้านี่มันเจ๋งจริงๆ

 กลางคืนอากาศเริ่มเย็น ทุกคนก็จะเริ่มจุดกองไฟ

กลางคืนอากาศเริ่มเย็น ทุกคนก็จะเริ่มจุดกองไฟ

แต่เราต้องหยุดชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่า เมื่อไหร่จะเชคอินเสร็จซักที กว่าคุณพี่จะเอาชามาให้ (ชามินท์แท้ๆแบบ moroccan เลยนะ ก็กรี๊ดอยู่แป้ปนึง) กว่าจะเดินไปสแกนพาสปอร์ต กว่าจะโม้โน่นนั่นนี่ แม่เจ้า!!!  นี่จะครึ่งชั่วโมง คนที่นี่คือโครตชิว!!!

จริงๆแล้วความชิวมีส่วนดี แต่ไม่ค่อยดีเวลาที่คุณง่วง เมื่อเช็คเสร็จเราก็ยิ้มๆแล้วขอตัวไปนอน ต้องเก็บแรง เพราะพรุ่งนี้เราจะตะลุยเมือง Fez

Fezเป็นจุดหมายปลายทางแรกของเรา (เพราะตั๋วถูก) และก็เพราะอยากมาเห็น Tannery อันเลื่องชื่อของที่นี่ Tannery หรือเรียกง่ายๆว่าที่ย้อมหนังนั่นเอง เมืองนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์มากมาย แต่เรื่องราวเหล่านี้จะให้ได้ชัดจากงานฝีมือทั้งหลายที่เราจะได้เห็นกันในทุกซอกทุกมุมของ Medina

หลังจากที่เรากินอาหารเช้า (ซึ่งอร่อยมากกกกกกกก มีไข่มีแป้งมีทุกอย่างที่กินแล้วดีต่อใจ) เราก็ตัดสินใจว่าเนื่องจากเรามีเวลาที่เมืองนี้แค่1วันเต็มๆเราจะจ้างไกด์ครึ่งวัน เพราะจะได้ไม่เสียเวลา ราคาก็ไม่แพงมาก หารกับเพื่อน3คน คนละ200บาท เฮ้ยยย คุ้มๆ

เค้าพาเราเดินชมทุกมุมของตัวเมืองเก่า ซึ่งแน่นอนเรารู้ลึกๆอยู่แล้วว่ารายได้หลักของเค้าคือค่านายหน้าตามร้านต่างๆที่เค้าพาเราไป

 กองพรมที่ต้องใช้เวลาค้นหาของที่จะถูกใจ

กองพรมที่ต้องใช้เวลาค้นหาของที่จะถูกใจ

เรารีบเสนอตัวกันตั้งแต่แรกว่า เราไม่มีเงินนะ เรามาแบบ backpack เค้าก็เยสๆไอโนว แต่สุดท้ายก็พาเราแวะอยู่ดี ตัวเมืองเก่าแบ่งเป็นสองส่วนง่ายๆ คือตลาดสด และตลาดขายของ ตลาดสดก็มีทุกอย่างให้เลือกสรรค์แต่ละโซนก็แบบกันแบบเป็นระบบ สัตว์ ปีก ปลา ผัก ส่วนตลาดขายของก็มีกันตั้งแต่กระเป๋าหนัง ยันน้ำมันอาแกน พวกเราก็ดูกันแบบสำรวม แต่มาตะแบะแตกกันที่พรม!! หลังจากที่เค้าพาเราเข้ามาในกองพรมและได้ชมตั้งแต่การทำไปจนประเภทของพรม เราก็ยิ้มอ่อนให้เค้าแล้วบอกว่า “ I love everything you do but it’s very inconvenient for me right now to own a carpet.” เค้าก็ยิ้มแบบเซ็งๆแต่เข้าใจ กำลังจะเดินออกร้าน เพื่อนอีกคนตะโกนบอกว่า “But I want it!!!!!” โอ้ยยยยย พูดงี้ใครเค้าจะลดให้แกรรรร!!!

การตัดสินใจที่จ้างไกด์กลายเป็นมีประโยชน์อย่างมาก เพราะพวกเราสามารถเห็นทุกอย่างได้อย่างเร่งรัด ไม่ตกอะไรไปซักอย่าง เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็พร้อมจะออกเดินทางขึ้นเหนือไปเมืองสีฟ้าอันโด่งดัง หรือ chefchaouen นั่นเอง

อย่างที่บอกไปแล้วการวางแผนไม่ได้ทำกันมาอย่างละเอียดนัก เรารู้เพียงแต่ว่าระยะทางเท่าไหร่ผ่านกูเกิ้ลแมพ และเมื่อเราได้รถเช่ามา (พวงมาลัยซ้าย) แถมถนนก็ไม่ได้เลยซักนิด ซึ่งบอกตรงๆเราก็ไม่ได้ติดอะไรตรงนั้นซะเท่าไหร่ ที่ติดคือ ภาพที่นั่งมาจากสนามบินคืนแรก กับ เช้าวันนี้มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน คิดว่าอินเดียแน่แล้ว เจอที่นี่แทบจะจอด 

ยกตัวอย่างนะ อินเดีย ขับรถกันระห่ำจริง แต่เหมือนเค้ามีระบบ ชนกันน้อยมาก แต่ที่นี่เหมือน อินเดีย บวก เวียดนามไปอีกที โอ๊ะโห รถกลัวคนมั้ย? ไม่! คนกลัวรถมั้ย? ก็ไม่! โอมายก๊อดดดด ช่วยลูกด้วย อีก3ชั่วโมงนี่ขับตัวเกร็งเลยทีเดียว แต่ระหว่างทางสวยมากนะ เป็น landscape ที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น อารมณ์ออกจะคล้ายๆ ประเทศแถบเมดิเตอเรเนี่ยน แต่เขี่ยวชอุ่มไปตลอดทาง

 เมืองสีฟ้า chefchaouenช่วงพระอาทิตย์ตก

เมืองสีฟ้า chefchaouenช่วงพระอาทิตย์ตก

เมือง chefchaouen ก็คล้ายๆกับ Fez ในแง่ที่ว่าแบ่งเป็นสองส่วน เมืองใหม่และเมืองเก่า เมื่อเราข้ามเขาและเห็นตัวเมืองไกลก็ร้อง ว้าวววว กันออกมาดังมากอย่างไม่ได้นัดหมาย ทั้งเขาปกคลุมไปด้วยบ้านสีฟ้าเต็มไปหมด โว้ยยยยยยย ตื่นเต้นกันมากกก

คืนนี้เรานอนกันในส่วนของเมืองเก่า ซึ่งก็จะมีที่จอดเล็กๆไว้ให้นักท่องเที่ยว แต่ก่อนจะไปเจอที่จอดรถเล็กๆนั้นก็ได้โดนเด็กหลอกไปเรียบร้อย!! เค้าถามว่าไปไหนเราก็บอกชื่อโรงแรมไป เด็กก็บอกจอดนี่ๆ ตอนแรกก็ไม่เอะใจอะไร แต่มันทำท่าทีว่าจะเก็บตังค์เลยโทรให้โรงแรมมารับ เค้าบอกเดี๋ยวเดินมาหา รออยู่นานมากก็ไม่มาซักที จนเด็กรุมเคาะหน้าต่าง ขอโน่นขอนี้ เลยโทรกลับไปที่โรงแรมอีกรอบ เค้าบอกคุณโดนหลอกแล้วหล่ะ ขับขึ้นมาอีกนะ ไม่ต้องไปสนใจเด็กมัน

 รอดมาอย่างหวุดหวิด

เมืองเล็กๆแห่งนี้เราเคยเห็นในอินเตอร์เนตมาหลายครั้ง แล้วมันก็สวยอย่างนั้นจริงๆ การทาบ้านให้เป็นสีฟ้านั้นมีหลาย theory แต่ theoryที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือเป็นสีศักดิ์สิทธ์ของชาวยิว ผู้เป็นคนตั้งรกรากที่นี่

รีบวางกระเป๋า คว้ากล้องแล้วรีบออกไปสำรวจ...แต่ก็จบลงที่ร้านอาหารเสียก่อน

อาหารประเทศนี้คิดว่าคงถูกปากใครหลายๆคน เอาง่ายๆว่ามาม่าที่แบกมาไม่ได้กิน ถ้าไม่เผ็ดขอพริกเพิ่มเค้าก็มีให้ ส่วนมากจะเน้นผักและเนื้อ อบ ตุ๋น ในหม้อที่เรียกว่า Targine กินกับข้าว cous cous ก็อิ่มกับไปจนถึงมื้อเย็น

 คุณป้าแต่งตัวเข้ากับเมืองมากกก

คุณป้าแต่งตัวเข้ากับเมืองมากกก

แต่ถ้าให้พูดกันตามตรง เมืองนี้ก็ไม่ได้มีอะไรนอกจากตึกสีฟ้าและมุมที่ถ่ายรูปสวย เพราะเมื่อเราเริ่มเดินเล่นจริงๆจังๆ 20นาทีก็วนไปรอบเมืองแล้ว ถามว่าควรมามั้ย ควร แต่ถ้าถามว่าให้กลับมาอีกมั้ย อาจจะขอคิดดูก่อน อาจจะเป็นเพราะคน เราแอบสังเกตว่า ยิ่งเมืองที่ touristy มากเท่าไหร่ คนก็จะยิ่งน่ารักน้อยลงเท่านั้น

 Targine ปลาซาร์ดีน อีกนิดแกงส้มปลากระป๋องละ

Targine ปลาซาร์ดีน อีกนิดแกงส้มปลากระป๋องละ

น่ารักน้อยลงในทีนี้หมายถึง เค้ามองเราเป็นนักท่องเที่ยมากกว่าเพื่อนใหม่ และรายได้ส่วนหนึ่งของเค้าก็มาจากพวกเราๆนี่แหละ ซึ่งพูดกันจริงๆก็เข้าใจ แต่เวลาเรามาเที่ยวแล้วโดนยัดเยียดทังความรู้สึก หรือ การกระทำว่าเราควรจะให้เงินเค้านะ ซื้อของเค้านะ มันทำให้ความสนุกของการท่องเที่ยวมันก็น้อยลงไปอย่างน่าเสียดาย

 ตรอกซอกซอย มองไปทางไหนก็ฟ้าไปหมด

ตรอกซอกซอย มองไปทางไหนก็ฟ้าไปหมด

เราแอบเห็นพ่อมดเดินกันเต็มเมืองไปหมดตั้งแต่เมืองแรกแล้ว แอบคิดด้วยซ้ำว่าเฮ้ย ชุดเค้าเก๋เนอะ จนได้ลงมือแอบถ่ายภาพของคุณลุง3คนนี้ที่กลางจตุรัสเมือง ตอนแรกคิดว่าขอแล้วไม่น่าจะเป็นไรแต่อ่าวโดนด่าสิ มารู้ทีหลังว่าพ่อมดเหล่านี้คือ ชาว Berber ซึ่งคือกลุ่มคนพื้นเมืองของทางแอฟริกาเหนือ (อย่างอียิปต์ และโมร็อกโก) พวกเค้ามีมีศิลปะที่สวยงามและน่าสนใจมากๆ แต่อย่างไรก็ดี เค้าไม่ชอบถ่ายอยู่อย่างมาก เพราะถือเนี่ย เพราะฉนั้นกราบขอโทษจริงๆที่เอามาลงแต่อยากให้ทุกคนได้เห็นความเก๋าของชาว berber

 คุณลุง Berber แต่งตัวเหมือนพ่อมดเลย นี่แอบถ่ายมา

คุณลุง Berber แต่งตัวเหมือนพ่อมดเลย นี่แอบถ่ายมา

แน่นอนว่าทุกที่ที่เราไปนอกจากควรจะมี To-Do List แล้ว To-Eat List ก็ควรจะต้องมี (อันนี้เอาจริงๆสำคัญกว่า คิคิคิ) เพราะนอกจากการเดินสรรหาอะไรแปลกๆกินจะเป็นอะไรที่สนุกสุดๆแล้ว เราอาจจะได้เห็นถึงที่มาที่ไปของคนชนชาติเหล่านั้นอีกด้วย

 รถเข็นซุปหอยทาก

รถเข็นซุปหอยทาก

หนึ่งใน List นั้นก็คือ ซุปหอยทากกกกกกกกกก

เอาจริงๆมีคนบอกว่าคาว แต่ร้านที่เราเจอเด็ดมากกกก ไม่คาว หนึบๆ มีพริกเผ็ดๆให้โรย ซดน้ำซุบอันกลมกล่อมแก้มกับถั่วลูกไก่ เวิคมาก แซ่บเลยแหละ ช่วยคลายความหนาว และ ช่วยให้ท้องไส้ปรับสภาพได้มากขึ้น ไอ้เราก็ตื่นเต้นมาก จนโลคอลข้างๆมองบน ถ่ายรูปอยู่นั้นแหละ ไม่เคยกินหรือไง แหมมมม ก็ไม่เคยกินจริงๆหน่ะสิ

 ซุปเค้าจะเอาให้ซด ระหว่างที่เราแงะหอยทากออกเปลือก

ซุปเค้าจะเอาให้ซด ระหว่างที่เราแงะหอยทากออกเปลือก

แต่เนื่องจากบ้านเราไกล และเวลาเราน้อย เราเลยต้องมุ่งหน้ากันต่อไปที่จุดหมายหน้า ซึ่งก็คือ Marrakesh แต่เราเลือกที่จะวนลงไปอีกทาง เพื่อที่จะได้เห็นอีกด้านนึงของประเทศ ผ่านเมืองทะเลอย่าง Cassablanca (แต่ด้วยเวลาไม่พอเลยได้แค่ผ่าน) แต่วันนี้จะเป็นวันที่โหดที่สุด ขับกันเกือบ8ชั่วโมงด้วยกัน เพราะเราต้องเลยตัวเมือง Marrakesh ผ่านเข้าไปในทะเลทรายนั่นเอง

 เต้นท์ที่ได้แรงบรรดาลใจมาจาก Berber

เต้นท์ที่ได้แรงบรรดาลใจมาจาก Berber

ต้องย้ำกันอีกทีว่า การรีเสิชมีมาน้อยมาก ตอนแรกก็แอบกลัวว่าจะขับเข้าทะเลทรายกันได้มั้ย เลยไปคืนรถกันก่อนแล้วให้ที่แคมป์เอารถจีฟมารับ แต่ระหว่างที่เอารถไปคืนเราก็ได้ลิ้มลองรถชาติของ Marrakesh และความบ้าคลั่งของมัน! ขับไปกรี๊ดไป มุมไบก็มุมไบเถอะ มันเป็นความบ้าที่ถ้าไม่ได้ไปคงไม่มีใครเข้าใจ ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะโล่งอกในการคืนรถอีกแล้ว บ๊ายบาย 

คืนนี้เราเลือกที่จะนอนกันที่ Scarabeo Camp เป็นที่ที่เราเห็นใน IG ของ influencers มากมายแล้วบอกกับตัวเองว่าต้องมานอนให้ได้! โชคดีที่ตอนส่งอีเมลไปเค้ามีห้องว่างพอดี ไม่รอช้า ไม่อ่านรีวิวอะไรแล้วโว้ยยย (นี่คือเหยื่อการตลาดที่แท้ทรู) แล้วมันก็สวยแบบในรูปจริงๆ ต้องออกตัวก่อนเลยว่า Glampingคืนนี้แพงที่สุดในทั้งทริป เพราะเราตกลงกับเพื่อนว่าเราบินมาถูกก็นอนดีๆกันซักวันเนอะ แต่ที่นี่คือที่ที่เหมาะกับการมาพักผ่อนจริงๆ เพราะไม่มีอะไรทำเลย นอนตากแดด อ่านหนังสือ แล้วชิวกันยาวๆ

นี่แหละศิลปะของการพักผ่อน

 นั่งชมบรรยากาศของ Agafay Desert

นั่งชมบรรยากาศของ Agafay Desert

จริงๆที่แคมป์ก็มีกิจกรรมที่คุณสามารถทำได้ แต่ต้องจองล่วงหน้า เช่นเรียนทำอาหาร สปา ขับ ATV แต่เราเลือกขี่อูฐ และดูดาว

ที่เลือกขี่อูฐเพราะเพื่อนอีกคนไม่เคยขี่แล้วนึกขึ้นได้ว่าเฮ้ยยยย เราก็ไม่เคยขี่อูฐใน Sahara นี่หน่า การขี่อูฐใช้เวลาประมาณ1ชั่วโมง 20นาทีแรกคิดว่าผ่านเขาอันนี้ไปต้องเจอทรายแน่ๆ ยังไม่เจอ 20นาทีต่อก็ยังไม่เจอ 20นาทีสุดท้าย กลับมาที่เดิมซะละ ถามพี่คนจูงซึ่งพูดอังกฤษไม่ได้ว่า Sahara อยู่ตรงโน้นใช่มั้ย เค้าก็พยักหน้าใช่ๆทางโน้น แต่ด้วยความงงมากเลยรีบลงจากอูฐแล้ววิ่งไปถามพี่พนักงานแคมป์ บอกนี่ๆชั้นอยากดูทรายมันไปทางไหน เค้าก็ชี้ไปทางเดียวกับพี่จูงอูฐ เลยบอกอ่ะงั้นชั้นเดินข้ามเขาลูกนั้นไปจะเป็นทะเลใช่มั้ย พยักหน้า งั้นชั้นไปดูพระอาทิตย์ตกตรงนั้นนะ พยักหน้าอีก

ปีนเขาไปเลยจ้า ใช้มือปีนๆๆตามหินไปเลย (มันไม่สูงมากหรอก) ขี้เกียจจะเดินอ้อมแล้ววว

ลองนึกภาพตามนะ ภูเขาบังอยู่ เราปีนข้ามมันไปจะเห็นทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา หายเหนื่อยแน่ๆ...แต่ว่ามันไม่เป็นอย่างที่คิด

สุดท้ายเลยนั่งกดกูเกิ้ลกันดู อ่าว เฮ้ย ไม่ใช่ Sahara นี่หน่า

 บรรยากาศรอบกองไฟกับพระอาทิตย์ตกดิน

บรรยากาศรอบกองไฟกับพระอาทิตย์ตกดิน

และนี่ก็คือความสะเพร่า และ การไม่ทำการบ้าน

จริงๆ Saharaมันอยู่แถว Fez ไม่ก็ล่างๆแถบทะเลโน้นนนนนนน และที่นี่คือ Agafay Desert แต่มันก็โอเคนะ เจ็บใจนิดหน่อย แต่เราก็ได้เห็นเทือกเขา Atlas กลายๆ เลยไม่ได้รู้สึกเสียใจที่ได้พักที่นี่

 Targine เนื้อและApricot กับ Plum

Targine เนื้อและApricot กับ Plum

คืนนั้นหลังกินข้าว ก็มีนักดูดาวมารับพวกเราออกไปดูดาวกัน เค้าว่าทะเลทรายจะเห็นดาวเยอะแยะเต็มไปหมดเลย ยิ่งถ้ามีคนที่มีความรู้พร้อมกล้องมาเล่าให้เราฟังอีก...แต่พระจันทร์คืนนั้นมันกลับสว่างเกินไป เราเลยได้ฟังเรื่องราวผ่าน app ดูดาว และส่องดูพระจันทร์กันไปแทน บ้านเค้าก็มีกระต่ายอยู่บนดวงจันทร์เหมือนกันนะ

 ออกไปนอนชมดาว แต่พระจันทร์ใหญ่และสว่างมากกกกกกกกก

ออกไปนอนชมดาว แต่พระจันทร์ใหญ่และสว่างมากกกกกกกกก

และแล้วเราก็วนกลับมาที่จุดหมายปลายทางของเรา marrakesh เมืองในฝันของใครหลายๆคนที่ เอ่อ....ไม่อยู่แล้วได้มั้ย กลับเลยก็ได้ ยังไงก็ได้ไม่อยากอยู่แล้วโว้ยยยยยยยย 

 ตลาดนัดตอนกลางคืนใจกลางเมือง marrakesh

ตลาดนัดตอนกลางคืนใจกลางเมือง marrakesh

ปกติแล้วเราเป็นนักเดินทางที่ชิวมาก บอกเลย อะไรก็ได้ยังก็ได้ แต่ Level ของคนเมืองนี้ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน อย่างที่เคยเกริ่นไปยิ่ง touristy ยิ่งไม่มีความน่ารัก และยิ่งสาวคนไหนอวบๆยิ่งโดนแซว ในกรุ้ปโดนกันตั้งแต่หน้าตลาดยันท้ายตลาด อึดอัดมากๆ บางคนโดนตามถึงโรงแรมก็มี มันคือความยัดเยียดที่ไม่มีนักเดินทางคนไหนอยากได้ ถึงแม้จะรู้ว่าทุกคนเค้าต้อง Make a living

 หน้าตาของร้านค้าใน Souk, Marrakesh

หน้าตาของร้านค้าใน Souk, Marrakesh

นอกจากช๊อปปิ้งในตลาดsouk ซึ่งส่วนตัวก็เอียนกับการยัดเยียดจนไม่มีอารมณ์จะซื้ออะไรเลย ตอนกำลังจะหลุดจากตลาดมีป้ามาขายแฮนนา เราบอก next time next time นางก็จับมือเราแล้วลงไปเลย เฮ้ย ต้องปัดมือออกอ่ะ แถมเค้ายังจะมาขอเงินอีกนะ เลยตัดสินใจว่าพอละ บ๊ายยยตลาด ไปไหนกันดี เลยเสิชเพิ่ม จริงๆที่นี่ก็มีอะไรให้ทำเยอะอยู่นะ วัง museums galleries มากมาย สายศิลปะต้องหลงรักแน่ๆ 

 Cactus เป็นต้นไม้ที่เห็นได้ทั่วไปใน marrakesh เนื่องจากความแห้งของอากาศ

Cactus เป็นต้นไม้ที่เห็นได้ทั่วไปใน marrakesh เนื่องจากความแห้งของอากาศ

แต่นึกขึ้นได้ว่ามีอยู่ที่นึง เพื่อนแนะนำ บอกว่าต้องไป ซึ่งก็คือ YSL musée และ Jardin Majorelle ซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ของดีไซน์เนอร์ชื่อดัง Yves Saint Laurent และส่วนของเค้าซึ่งดัดแปลงมาเป็น พิพิธภัณฑ์ ของศิลปะของชาว Berber 

 jardins majorelle ที่ที่เราชอบที่สุดใน marrakech

jardins majorelle ที่ที่เราชอบที่สุดใน marrakech

ทั้งพิพิธภัณฑ์และสวนล้อมรอบไปด้วยต้นตะบองเพชรหลากหลายรูปแบบ ซึ่งตัดกับสีตัวตึกได้อย่างงดงาม ชอบสองที่นี้มากๆ (แอบบอกก่อนว่าซื้อตั๋วคู่หน้า พิพิธภัณฑ์จะเร็วมาก คิวสั้นกว่าสวนเยอะ หรือจะสะดวกซื้อในเว็บก็ไม่ว่ากัน) แต่ถ้าให้อยู่เมืองนี้นานกว่าคิดว่าคงมานั่งอ่านหนังสือที่สวนนี้ทั้งวัน

 เด็กกระโดดเกาะหลังรถไม่ปล่อยอยู่นานมาก นานจนเราเลิกแคร์  แต่รูปนี้กลับสรุปทุกความรู้สึกของเราเกี่ยวกับประเทศนี้ได้ดีที่สุด

เด็กกระโดดเกาะหลังรถไม่ปล่อยอยู่นานมาก นานจนเราเลิกแคร์  แต่รูปนี้กลับสรุปทุกความรู้สึกของเราเกี่ยวกับประเทศนี้ได้ดีที่สุด

จริงๆ โมร็อกโกก็ไม่ได้แย่หรอก ที่นี่มีศิลปะ ประวัติศาสตร์ และสีสันมากมายให้เราได้หลงรัก เพียงแค่บางครั้งเราไม่ได้ตั้งตัวกับความชิว (และไม่ชิว) ของคนที่นี่ ถ้าเรา ปล่อยวางได้ เข้าใจว่าชีวิตมันก็อย่างงี้แหละ มันจะดีไปหมดแบบที่เราอยากให้มันเป็นไม่ได้หรอก

และถ้าเราปล่อยได้ เราจะอยู่ที่ไหนก็ได้แล้วหล่ะ