Mekong Kid

Mekong Kid

ทุกๆครั้งที่ได้กลับบ้าน หรือ เดินทางไปแทบภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดอื่นๆที่อยู่ในนั้น จะรู้สึกว่าผูกพันกับที่นั้นโดยไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาได้ยังไง ทั้งๆที่เราก็ไม่เคยไปด้วยซ้ำ แต่มันมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึก...

ไม่รู้ว่าพูดแล้วอาจจะดูเว่อร์ไปหรือเปล่า แต่ก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ

 ระหว่างทาง เริ่มใกล้จังหวัดอุดรธานี

ระหว่างทาง เริ่มใกล้จังหวัดอุดรธานี

เมื่อเราได้เดินทางกลับสู่แดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้ง เราจึงอยากเก็บความสุขนั้นผ่านกล้องฟิลม์หาไว้เป็นที่ระลึก ครั้งนี้เรานั่งรถไฟไปเรื่อยๆ เจออะไรก็แวะ

ต้องออกตัวก่อนเลย ว่าเราเป็นเด็กหนองคาย อยู่กับลุงกับป้ามาตั้งแต่เล็ก และเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯตั้งแต่สมัยประถม มีโอกาสกลับบ้านไม่ค่อยบ่อยนัก จึงดีใจทุกครั้งที่มีเวลา

ไม่มีครั้งไหนที่ไม่ผูกพัน...

 รถไฟคันที่ 3

รถไฟคันที่ 3

นั่งไปเรื่อยๆ ถึงอุดรธานีก็เช้าพอดี เสร็จแล้วเราก็ต้องมาเปลี่ยนไปนั่งรถบัสสายเขียว เอ้ยยย รถบัสประจำทางสีเขียว! ก็จะได้นั่งยาวไปถึงอำเภอศรีเชียงใหม่ ไม่ใช่เชียงใหม่นะ อ่านกันดีๆ อำเภอศรีเชียงใหม่อยู่จังหวัดหนองคายต่างหาก

หลายคนอาจจะงงว่าทำไมเรียกว่า "ศรีเชียงใหม่"

อันนี้ฟังมาตั้งแต่เด็ก จากลุงกับป้าอีกทีว่า เมื่อนานมาแล้วมีเจ้ามาจากเชียงใหม่เดินทางมาที่นี้ ซึ่งก็คือ สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงเวียงจันทน์ และท่านได้พระราชทานเมืองนี้ให้กับไพร่พลชาวเชียงใหม่ที่ตามเสด็จพระมารดาของพระองค์ลงมาจากเมืองเชียงใหม่ เพราะว่าเมืองเชียงใหม่เคยได้อัญเชิญพระองค์ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ต่อจากพระนางจิรประภามหาเทวี นั้นก็คือคร่าวๆที่ได้ฟังมาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบ้านเรา

 บรรยากาศรอบๆ บขส อุดรธานี 

บรรยากาศรอบๆ บขส อุดรธานี 

ความผูกพัน “รถบัสเขียว”

ทุกๆครั้งที่กลับบ้านเราก็จะต้องมาขึ้นรถบัสเขียวเข้าศรีเชียงใหม่ เพราะสายเขียวนี้ไปจอดถึงหน้าบ้านเลย จริงๆแล้วมันเป็นรถไปเมืองเลย ซึ่งจากอำเภอบ้านเรา สามารถนั่งยาวไปถึงเชียงคานได้โดยนั่งข้ามเขาไปเรื่อยๆ รถบัสคันนี้ก็จะมีความวินเทจในตัวไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทุกๆครั้งที่มา เราไม่เคยเห็นความเปลี่ยนแปลงของรถ จะมีก็แต่คนที่เปลี่ยนกันไปไม่ซ้ำ ซึ่งเราชอบมาก แถมยังมีซาวด์แทรคหมอลำฟังไปตลอดทาง 

มันเป็นหมอลำที่สนุกและเพลิดเพลินมาก มันคืออีสานของแท้ระกว่างทางกลับบ้าน มีคนบนรถไม่มากนัก อาจจะทำให้ดูเงียบเหงาไปซักหน่อย แต่พอเสียงดนตรีดังขึ้น มันรู้สึกอยากจะเซ้งแรงๆบนรถบัส ไอ้เราก็นั่งยิ้มนั่งหัวเราะคนเดียวมองข้างทาง คือผีบ้าอิหลี 

ความรู้สึกนี้หาได้แค่บนรถจริงๆ ความ Country road ความสนิมและเบาะขาดๆของมันทำให้มีความสุข บวกกับลมที่ตีหน้าแรงๆ บรรยากาศดีมากๆ ทำให้อินมากทุกครั้งที่ได้นั่งรถบัสเขียวเข้าบ้าน 

 พ่อลุงกับเพลงหมอลำที่กำลังจะเกิด

พ่อลุงกับเพลงหมอลำที่กำลังจะเกิด

ความผูกพันกับสายน้ำ “Mekong”

By the river, where I feel her 
It’s the place where I’d find shelter 
And I need her, I believe her 
Mekong River Delta.
— Hugo

ชอบเพลงนี้ของพี่ฮิวโก้มาก เพราะมันเป็นเพลงที่ทำให้คิดถึงบ้าน แม่น้ำโขงและความเป็นธรรมชาติของที่นี้ 

ก็ตามที่เนื้อเพลงว่าไว้ “By the river, where I feel her It’s the place where I’d find shelter And I need her, I believe her Mekong River Delta.”  มันคือถิ่นที่เราอยู่ มันคือที่ที่เราต้องการ ที่ที่เราคิดถึง อยู่แล้วมีความสุข เป็นธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรามาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ำ ภูเขา น้ำตก เหมือนธรรมชาติเห็นเราเติบโต และเรายังคงเห็นมันอยู่  

 ยืนมองวิว จาก ผาตากเสื้อ 

ยืนมองวิว จาก ผาตากเสื้อ 

ถ้าพูดถึงอีสาน หลายๆคนคงรู้สึกว่ามันร้อน แห้งแล้ง แต่ที่นี้ไม่ร้อนนะ อีสานก็มีลมหนาวเหมือนกัน ยิ่งหน้าหนาวจะอยู่ประมาณ 13-14องศา ถ้าพูดด้วยความที่เป็นลูกแม่น้ำโขงละก็ เราก็จะเปรียบมันเย็นเหมือน วังพญานาค เหมือนอยู่ใต้น้ำที่เย็นสบาย เพราะที่นี้คือ เมืองดาบาลของท่านพญานาค ซึ่งมีความเย็นนั้นแอบแฝงอยู่ เป็นความเชื่อของคนที่นี้ โดยเฉพาะเวลาที่ฝนหยุดตกใหม่ๆบรรยากาศฉ่ำมาก เขียวสดงดงาม สมกับที่เรียกกันว่า เมืองบาดาล  

การที่เราได้กลับบ้านมายืนมองวิวแบบนี้ และ สูดอากาศเข้าเต็มปอด ทำให้เราได้ refresh ตัวเอง กลับมาครั้งใดก็มากดปุ่ม reset เพราะฉะนั้นจะต้องมาเติมพลังตรงนี้เท่านั้น เรารักมันแบบที่มันเป็น ธรรมชาติที่เป็นไปเองโดยไม่ได้ปรุงแต่ง ไม่ต้องไปนึกถึงอะไร แค่ขับมอไซค์ขึ้นเขารับลมกับอากาศเย็นๆแบบนี้ก็มีความสุขแล้ว  

 น้องหมามาเดินเล่นที่น้ำตกวังน้ำ

น้องหมามาเดินเล่นที่น้ำตกวังน้ำ

ความผูกพัน “ร้านเครปสุดเขตแดนสยาม” 

ถ้าให้พูดถึง ร้านโปรด หรือ สถานที่ที่ชอบ เชื่อว่าทุกคนก็ต้องมีในใจกันทั้งนั้นแหละ สำหรับเราก็คงจะเป็น ร้านเครปสุดเขตของคุณป้าคนนึงที่ขายอยู่ข้างโรงเรียนอนุบาล เป็นรถพ่วงที่ตะลอนขายตามบ้านและมาจบอยู่ที่ข้างโรงเรียนทุกๆเย็น 

จริงๆก็ไม่ได้มีแค่เครปที่มาขาย แถวนั้นจะมีพวกร้านลูกชิ้นทอด ร้านขนมโตเกียว ของโปรดที่เด็กๆจะชอบกินกันเต็มไปหมด เรียกได้ว่า คือ แหล่งรวมของกินหลังเลิกเรียนก็ว่าได้ เราก็จะรีบมาซื้อก่อนน้องๆเลิกเรียน เพราะไม่อยากแย่งเด็กน้อยกิน เดี๋ยวจะกลายเป็นพี่หรั่งใจร้ายได้

เมนูโปรดที่ชอบสั่งตลอด จะเป็น แยมองุ่นกับแยมกล้วยบวกกับกล้วยหอมหั่นเป็นชิ้นๆ ราดด้วยซอสคัสตาร์เยอะๆๆๆ บอกป้าเพิ่มซอส10บาท เครปป้าไม่แพงเลยนะ 15บาทเอง แต่ของเราจะประมาณ 25บาท เพราะพิเศษหลายสิ่ง กลิ่นหอมของกล้วยลอยเข้าจมูก โอยยยยิ่งนึกยิ่งหิวววววว

 เครปสุดเขตแดนสยาม 

เครปสุดเขตแดนสยาม 

หลังจากซื้อเสร็จก็จะต้องมานั่งกินเครป ชมวิวอยู่ริมโขง มองไปก็เป็นประเทศเพื่อนบ้าน นครหลวงเวียงจันทร์นั้นเอง ช่วงพระอาทิตย์ตกก็จะสวยมากๆท้องฟ้าเปลี่ยนสีสวยงาม ไม่มีเสียงรบกวนสบายหูในยามเย็น อย่างที่บอกมันก็เป็นที่เดิมๆ ทั้งๆที่การเวลาเปลี่ยนไป มีร้านใหม่ๆขึ้นเยอะแยะ อะไรใหม่ๆให้ลองกิน แต่เราก็เลือกที่จะมากินสิ่งเดิมตั้งแต่เด็ก สิ่งใหม่ๆอะไรใหม่ๆเราไปหาจากที่อื่นก็ได้ แต่ที่นี่แบบนี้ คงหาที่ทดแทนกันไม่ได้ ความดั้งเดิมและยังคงอยู่นี้แหละ แต่นี่ก็คือในมุมมองเรานะ มันคือหนึ่งสิ่งที่สร้างความผูกพันให้กับเรา 

 แม่ป้ามายืนพัก หลังออกกำลังกายเสร็จ

แม่ป้ามายืนพัก หลังออกกำลังกายเสร็จ

ความผูกพัน “ญาติสนิทมิตรสหาย” 

การกลับบ้านทุกครั้งเราจะไม่ได้บอกให้ที่บ้านรู้เลย ชอบกลับมาเซอร์ไพร์ ทุกครั้งที่เราก็จะมาตะโกนอยู่หน้าบ้านว่า “เฮเลนคนงามกลับมาฮอดบ้านละเด้ออออ” เป็นอะไรที่ทำแล้วมีความสุขสุดๆ

จริงๆเมื่อก่อนตอนที่คุณยายยังอยู่ แกจะมานั่งชิวอยู่หน้าบ้านและเห็นเราคนแรกเสมอ แกก็จะตกใจมาก ใครมาตะโกนเสียงดังอยู่หน้าบ้าน แต่ตอนนี้คุณยายของหนูไปชิวลบนสรรค์อย่างสงบ ก็เลยเป็นลุงตุ้ยที่จะมานั่งคนน้ำเต้าหู้ทุกๆเย็นเตรียมของไปขายที่ตลาดในวันพรุ่งนี้แทน

 ลุงตุ้ยนั่งคนน้ำเต้าหู้อย่างชิว

ลุงตุ้ยนั่งคนน้ำเต้าหู้อย่างชิว

ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้กลับบ้านละมาเจอคนในบ้าน และ มิตรสหายของเรา ณ ที่นี้ ไม่รู้สำหรับคนอื่นเป็นเหมือนกันหรือเปล่า แต่ทุกครั้งที่มาถึงบ้าน มันจะต้องมีเรื่องราวชื่นใจ ได้ปลดทุกข์ มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังเสมอ ถึงมันจะเป็นเรื่องเดิมๆหรือเรื่องใหม่ แต่มันก็ล้วนตื่นเต้น และ สนุกเฮฮา ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา กินข้าวเว่าคุยกัน ในภาษาบ้านเกิด ซึ่งมันก็คือความผูกพันในแบบครอบครัว 

ไม่ใช่แค่นั้นนะ คนที่เราเจอผ่านไปผ่านมายังยิ้มแย้มให้กัน ไม่รู้จักกันแต่ก็ทักทาย คุยกันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าบ้านเราเป็นอำเภอเล็กๆ ก็รู้จักกันหมดอยู่แล้ว ขนาดเพื่อนที่อยู่กันคนละที่คนละทาง ไม่ได้ติดต่อกัน แต่ก็กลับมาเจอกันที่บ้าน กลับมาเจอคุยกัน แชร์เรื่องราวต่างๆที่เคยเกิดหรือกำลังจะเกิดขึ้น 

 อาบังน้อยบาร์เบอร์ กับ งานที่เค้ารัก

อาบังน้อยบาร์เบอร์ กับ งานที่เค้ารัก

มันเป็นเรื่องปกติ ที่ทุกๆวันจะต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้าละมานั่งเฝ้ากัน คุยกัน จนลุงแซวว่า “วันนี้จะกลับกี่โมง? แต่อย่าเกินตีสี่นะ ละก็ขำกันทั้งบ้าน ลุงบอกว่า “สูไปนั่งเฝ้ากันทุกๆวันบ่เบื่อเบาะ” มันก็แปลกดีที่ไปนั่งเฝ้ากัน บางทีไม่คุยกันด้วยซ้ำ ก็จะอยู่แบบนั้นแหละเดี๋ยวถ้ามันมีอะไรที่นึกออกที่อยากจะพูดเดี๋ยวมันก็เกิดขึ้นเอง ไม่จำเป็นว่าต้องการหากัน เพราะมีเรื่องไรอยากเล่า

ดูเพื่อนตัดผมไป ฟังเพลง นั่งวาดรูป ว่างๆก็เอากล้องไปถ่ายรูป ถามว่าเบื่อมั้ย? ในความคิดเรา ไม่เบื่อนะ เพราะว่ามันมีความสนิทด้วยกัน จะให้ไปอีกกี่ครั้ง ให้พูดอีกกี่ครั้ง ก็ไม่มีวันเบื่อ 

 ภาพหมู่ที่คนถ่ายดูกี่ครั้งก็อบอุ่น

ภาพหมู่ที่คนถ่ายดูกี่ครั้งก็อบอุ่น

ทุกคนคงมีความทรงจำหลากหลายรูปแบบ เช่น สิ่งของ สถานที่ หรือ มนุษย์ แต่สำหรับเรา สุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำให้คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน ก็คือ คนที่บ้านรออยู่ รอโอบกอดเรา พูดคุยปรับทุกข์สุขด้วย กินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา มีอะไรก็ว่าอัพเดทเรื่องราวต่างๆในชีวิต ครอบครัวนี่แหละคือ สิ่งสำคัญที่ยิ่งใหญ่ของเรา และมันจะไม่มีครั้งไหนที่ไม่คิดถึงที่ไม่ผูกพัน 

ที่นี่...บ้านของฉัน