Late Bloomers

Late Bloomers

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมและเพื่อนอีก 3 คนตัดสินใจที่จะไปแบ็คแพ็คด้วยกัน แต่นอกจากความตั้งใจที่จะไปตามหานางพญาเสือโคร่ง แล้ว พวกเราก็ไม่ได้เตรียมอะไรกันไว้เลย...ทั้งหมดนี้กูเกิ้ลล้วนๆ

การเดินทางครั้งนี้เราแบ่งได้เป็นสองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือการเดินทางด้วย "รถไฟฟรี" จากบ้านเกิดเมืองนอน อุบลราชธานี เพื่อลงมาต่อรถไฟกันที่ กรุงเทพ ก่อนจะต่อรถขึ้นไปที่เชียงใหม่ รวมเวลาเดินทางทั้งหมดแล้วก็ประมาณสองชาติเศษๆกว่าจะถึง5555 และส่วนที่สองกับเรื่องราวโรดทริปของพวกเรา4คนที่พากันขึ้นดอยอ่างขางเพื่อตามหานางพญาเสือโคร่งกันอย่างงงๆ

แต่ก่อนจะกระโดดไปเล่าถึงโรดทริปนั้น ผมขอเริ่มเล่าเรื่องใหม่ตั้งแต่ต้นเลยละกัน

 มุ่งหน้าขึ้นเหนือด้วยรถไฟฟรี

มุ่งหน้าขึ้นเหนือด้วยรถไฟฟรี

ว่าด้วยเรื่องรถไฟ "ฟรี" ผมต้องขอบอกก่อนเลย ว่าก่อนไปอย่าลืมเช็ครอบรถไฟกันไปก่อนบนเว็ปไซต์หรือจะโทรไปถามที่การรถไฟแห่งประเทศไทยกันก่อนนะครับ แต่ถ้ายังหารอบรถไม่ได้ ไปตายเอาดาบหน้าเลยก็สนุกดีครับ! เดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่สถานีแล้วจองตั๋วไปโลด แต่ต้องถามให้แน่ใจนะ ว่ามีขบวนไหน เวลาไหนบ้าง เพราะบางทีเขาอาจจะเสริมโบกี้ไปกับขบวนอื่นก็ได้ และถ้าต้องนั่งรถไฟยาวๆแบบผม แนะนำให้เดินทางกันตอนกลางคืน จะได้ไม่เหนื่อยมาก และ ไม่ต้องต่อสู้กับสงครามเล็กๆตามสถานีต่างๆ.....

สงครามยังไงหน่ะเหรอ ก็เช่น เจ้าหนูน้อยนักร้องโอเปร่า ที่ขยันซ้อมอย่างหนักหน่วงไม่เว้นแม้เวลานอน หรือ กลุ่มสาวที่เดินไม่ค่อยจะตรง จำเป็นต้องพิงทุกอย่างชนทุกคนที่ขวางหน้า และ ยิ่งถ้าสถานีไหนเพื่อนร่วมทางเยอะแล้วหล่ะก็ ยิ่งสนุกสนานเลยแหละ เพราะเมื่อเราลุกไปห้องน้ำปุ๊ป ที่นั่งอันน้อยนิดของเราก็จะสลายหายไปกับตาปั๊ป!! แต่ “รถไฟฟรี” มันก็มีเสน่ห์ของมันนะ เพราะที่พูดมาทั้งหมดนั้นมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในการเดินทางด้วยรถไฟฟรี โดยเฉพาะเรื่องอาหารนี่ไม่ต้องห่วงเล๊ยยย พ่อค้าแม่ค้าเดินปลุกกันทุกๆ15นาที มีทุกอย่างตั้งแต่ยาดมยันโจ๊กร้อนๆ แต่สิ่งที่ชอบมากที่สุดน่าจะเป็นการที่มันทำให้เราใกล้กันมากขึ้น ได้วางมือถือลง ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมเดินทาง คนแปลกหน้า ได้ฟังเรื่องราวแปลกๆ คุยกันหัวเราะจนสุดเสียง และรอยยิ้มของพวกเขาก็ทำให้เรายิ้มตามได้แบบไม่รู้ตัว

 แสงแดดยามเช้า ณ จุดชมวิวระหว่างทาง

แสงแดดยามเช้า ณ จุดชมวิวระหว่างทาง

และเมื่อเราเดินทางมาถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ การผจญภัยครั้งที่สองก็ได้เริ่มต้นขึ้น...เราเดินทางกันต่อด้วยรถ2ล้อ(มอเตอร์ไซค์) มุ่งหน้าขึ้นดอยอ่างขางตามหาพญาเสือโคร่งในสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และเส้นทางที่เราจะไปนี้บอกได้เลยว่า คนขับต้องอึดหน่อย ด้วยระยะทางที่มีมากกว่า 176 กิโลเมตร (อย่าลืมที่จะเช็คสภาพรถกันนะครับ ต้องเอาที่มั่นใจว่าจะฝากชีวิตไว้กับมันได้) คนที่ไม่ค่อยได้แว้นระยะไกล ก็ต้องเตรียมใจกันนัดนึงนะครับ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องยิงยาวทางตรง อาจจะหลับคาแฮนด์ได้ 5555

แต่เส้นทางนั้นไม่ยาก จากเชียงใหม่ คุณสามารถวิ่งตรงไปยาวๆบนทางหลวงหมายเลข 107 จนถึงอำเภอฝางก่อนจะเลี้ยวซ้ายขึ้นดอยอ่างขางโดยใช้เส้นทางหมายเลข 1249 ช่วงแรกเป็นถนน 4 เลนขับง่ายเลยทีเดียวหล่ะ แต่เมื่อถึงตีนดอย ความโหดของจริงนั้นจึงได้เริ่มต้นขึ้น!

 ยิ่งตื่นเช้า ยิ่งเป็นกำไรให้กับการเดินทาง

ยิ่งตื่นเช้า ยิ่งเป็นกำไรให้กับการเดินทาง

เส้นทางขึ้นดอยเป็นถนนลาดยาง แต่ต้องใช้ความระมัดระวังให้มากถึงมากที่สุดเพราะโค้งหักศอกเยอะและยังชันมากๆ ชันจนบางช่วงเราต้องเข็นรถกันขึ้นภูเขา (บอกแล้วให้เลือกรถดีๆ อย่าสักแต่ว่าเอาถูก) บวกกับความไม่ชินทาง แม้ว่าวิวจะสวยและอากาศจะสดชื่น คนละเรื่องกับตัวเมือง แต่มันก็อันตรายมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะโค้งหักศอกยอดนิยม ที่หนึ่งในทีม เกิดอาการเสียหลัก รถล้มเข้าข้างทางแล้วกลิ้งตกเขา...

ทุกคนช๊อคสิครับ! โชคดีที่คนขับกระโดดออกมาทัน แต่ตอนนั้นก็ยังงงทำอะไรกันไม่ถูกอยู่ดี จนมีพี่นักท่องเที่ยวใจดี แวะมาช่วยดึงรถขึ้นจากร่องเขา 

"ตกใจที่เพื่อนตกเขายังไม่หายต้องมาเครียดกับค่าซ่อมรถอีกสินะ" พี่เค้าให้กำลังใจก่อนจะโบกมือลาพวกผมไป แต่...
"อ่ะน้อง อย่าลืมขวดน้ำมันนะ"

เราทั้ง4คนมองหน้ากัน "ของใครวะ?" แต่ก็รับน้ำมันขวดนั้นมาแบบงงๆแล้วเราก็ตัดสินใจพักทำแผลกันก่อน จู่ๆก็มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยขับรถมาถามว่า "ใช่เราไหมที่ตกเขา?" ก็คงจะเป็นพี่นักท่องเที่ยวผู้มีพระคุณไปแจ้ง กราบงามๆครับ

ซักพักหนึ่งระหว่าที่ยังนั่งทำแผล เราก็หันมาคุยกันเรื่องขวดน้ำมันปริศนาว่า "มันมาได้ไงวะ" จนตัดสินใจได้เป็นเอกฉันท์ว่าเราจะเอามันไปวางไว้ริมทางให้คนที่ต้องการได้ใช้ แล้วพ่อหนุ่มกู้ภัยก็เดินแร็พภาษาเหนือแล้วเอาขวดน้ำมันเจ้าเก่ามายัดใส่มือให้ "อ้ายๆน้ำมัน" หื้มม อ่ะๆ ไหนๆก้ไหนๆละ ก็ได้!

 วิวของไร่ชา2000 บนดอยอ่างขาง

วิวของไร่ชา2000 บนดอยอ่างขาง

หลังจากนั้นพวกเราก้เดินทางกันอย่างช้าๆต่อไปจนถึงยอดดอยทันพระอาทิตย์ตกตามที่ตั้งใจ จองที่พักเสร็จ เราก็ดื่มด่ำกับความสวยงามรอบกายที่หาที่ไหนไม่ได้ ทั้งสายลมหนาวยามเย็น มันปิ้งร้อนๆ ชาอุ่นๆกับสายหมอกยามเช้า ไร่ชากับทิวเขาที่สวยสุดลูกหูลูกตา มันคือความสุขแห่งการเดินทางที่แท้จริง

สุขจนพวกเราลืมไปว่า ดอกนางพญาเสือโคร่ง..อยู่ไหน!
ช่างพญาเสือโคร่ง ช่างรถตกเขามันแล้ว เพราะเราจะเดินทางต่อ!

 คืนนี้เรานอนกันที่นี่ ได้อารมณ์สุดๆ

คืนนี้เรานอนกันที่นี่ ได้อารมณ์สุดๆ

เขาว่าลงอีกทางได้ ถนนไม่อันตรายแถมวิวสวยกว่าด้วยแต่หลุมจะเยอะหน่อย จัดไปคับ! พวกเราจึงเลือกลงเส้นทางหลวงหมายเลข1340 แล้วก่อนที่เราจะลง เจ้าดอกพญาเสือโคร่งก็ได้แสดงตัวให้เราเห็น ถึงแม้มันจะพึ่งบาน...แต่มันก็คุ้มค่าและสวยงามจริงๆ ที่แนะนำให้ลงทางนี้ เพราะ วิวขาลงสวยมากๆ มันได้อีกอารมณ์ของอ่างขางแบบที่ไม่มีเสาไฟหรือสายไฟมาบดบังให้รำคาญตา บางครั้งก็จะมีหมู่บ้านและนาขั้นบันได พอลงมาแถวๆตีนดอยก็ยังมีทุ่งข้าวโพดสีเหลืองทองให้บรรยากาศเหมือนในหนังฝรั่งอย่างไรอย่างนั้น 

แต่เพราะพวกเราเดินทางลงจากดอยอย่างรีบเร่งคล้ายกับว่าไม่เข็ด ทำให้บางจังหวะรถของพวกเราเกือบเกิดอุบัติเหตุไปหลายรอบ ไม่ว่าจะเป็นลื่นทราย แหกโค้ง เบรคไหม้ โว้ยยย หนักกว่า3พันโบกแถวบ้านอีก แต่เราก็ลงมาได้สำเร็จ จน...น้ำมันดั๊นนนนนมาหมดลงกลางทาง ห้วย! นั่งเครียดกันอยู่นาน ทำยังไงดี รอบๆมีแต่ไร่ข้าวโพด ไม่มีรถผ่านซักคัน จนเรานึกขึ้นได้ว่าขวดน้ำมันปริศนายังอยู่กับเรา วินาทีนั้นจูบขวดเลยครับ รอดตายแล้ว!

 นางพญาเสือโคร่งที่ตั้งใจจะไปดูแต่เมื่อไปถึงกลับลืมนึกถึงมันจนเกือบจะลืมถ่ายรูป! (ตอนนั้นมันยังไม่ค่อยบานด้วย)

นางพญาเสือโคร่งที่ตั้งใจจะไปดูแต่เมื่อไปถึงกลับลืมนึกถึงมันจนเกือบจะลืมถ่ายรูป! (ตอนนั้นมันยังไม่ค่อยบานด้วย)

กลายเป็นว่าครั้งนี้ที่ผมตั้งใจไปตามหานางพญาเสือโคร่ง กลับได้อะไรกลับมามากกว่านั้น

ทริปนี้มันเป็นอะไรมากกว่าประสบการณ์ เราได้เห็นวิถีชีวิตบนรถไฟ ได้รับฟังเรื่องราวการเดินทางของพี่ป้าน้าอาที่เราเพิ่งรู้จัก ได้เห็นมิตรภาพดีๆ ได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สติ ได้พบเจอกับขวดน้ำมันที่สุดท้ายมันก็ช่วยชีวิตเราได้ และที่สำคัญ ผมก็ได้ค้นพบว่าการที่มีเพื่อนร่วมเดินทางที่พร้อมลุยกับเราได้เสมอมันทำให้การเดินทางสวยงามกว่าดอกพญาเสือโคร่งซะอีก

 เพื่อนร่วมเดินทางของผมทั้ง 3 คน

เพื่อนร่วมเดินทางของผมทั้ง 3 คน

ปล.อย่าลืมแวะข้างทางบ้างออกไปดูที่สวยๆแปลกๆใหม่ๆบ้างเพราะมันจะทำให้การเดินทางนั้นๆ สมบูรณ์มากขึ้น....เว่าอีหลีเด๊ะนิ!