Kazakh-stunning

Kazakh-stunning

ถ้าหากพูดถึงการไปเที่ยวต่างประเทศ น้อยคนนักที่จะนึกถึงคาซัคสถาน ตัวออมเองก็ไม่เคยนึกถึงประเทศนี้มาก่อน ถ้าเปิดแผนที่โลกมา แล้วให้จิ้มว่าคาซัคสถานอยู่ตรงไหนก็คงบอกไม่ถูก ไม่เคยผ่านเข้ามาในความคิดด้วยซ้ำว่าวันนึงเราจะได้มาที่นี่ แต่เมื่อวันหนึ่งการงานและการเรียนของเราได้นำพาเรามาสู่ประเทศนี้ เราไม่รอช้า ตอบตกลงทันที...

ออมก็เริ่มหาข้อมูล นั่งดูรูปนั่นนี่ ว่าเราจะใช้เวลา 3 เดือนที่อยู่ที่นี่ให้คุ้มค่าที่สุดได้ยังไง ออมชอบใช้ Pinterest ในการดูรูปสถานที่สวยๆของแต่ละประเทศ เพราะ pin เก็บไว้ได้ง่ายและสะดวกดี เมื่อออม search หา Kazakhstan และ Almaty Region ออมก็เจอรูปของทะเลสาบสองอันคือ Kolsai Lake กับ Kaindy Lake เลยตั้งใจว่าตอนไปอยู่ต้องไปเที่ยวที่นี่ให้ได้ และช่วง  6-9 กรกฎาคมที่ผ่านมาเป็นวันหยุดยาวของคาซัคสถานพอดี ก็เลยเป็นโอกาสดีที่จะได้พักสมองจากเรื่องงาน และได้ไปตะลุยเที่ยวทะเลสาบ2แห่งนี้สมใจอยาก

Day 1: Kolsai Lake

ออมเดินทางไปกับทัวร์ท้องถิ่น ออกเดินทางคืนวันศุกร์เวลา 4 ทุ่ม และเดินทางไปถึงหมู่บ้านที่พักซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดกับทะเลสาบตอนประมาณตีห้า ที่พักเป็นแบบ Homestay ออมและเพื่อนได้ไปอาศัยอยู่กับครอบครัวชาวคาซัคสถานของคุณพี่ Raushan ที่พักให้อารมณ์เหมือนการเข้าค่ายสมัยมัธยมมาก ห้องออมนอนกัน 7 คน ส่วนห้องข้างๆมีอีก 3 คนนอน พี่ Raushan บอกให้เราเอาของไปเก็บและนอนหลับต่อได้ถึง 8 โมงแล้วตื่นมากินอาหารเช้าซึ่งประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตปริมาณมาก

หลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว รถบัสก็มารับเราและมุ่งหน้าไปยังจุดหมายแรกคือ Kolsai Lake เอาจริงๆ ขอออกตัวก่อนเลยว่า ปกติเป็นคนที่ทำการบ้านเรื่องที่เที่ยวมาก แต่ด้วยความที่อันนี้มีทัวร์ไกด์จัดการทุกอย่างให้และงานที่ค่อนข้างเยอะ เลยไม่ได้หาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลย link ที่เพื่อนส่งมาก็เป็นภาษารัสเซีย เราอ่านไม่ออก ขี้เกียจแปล ก็เลยรู้ข้อมูลสถานที่ปลายทางแบบผิวเผินมาก ภาพที่คิดไว้ในหัวคือ รถไปทิ้งเราไว้ที่ทะเลสาบ เดินเล่นรอบๆ กระโดดตู้มลงน้ำ ว่ายน้ำ อะไรประมาณนี้ อารมณ์แบบชิลๆ

แต่เมื่อถึง Kolsai Lake เราก็เห็นภาพทะเลสาบข้างหน้าแบบนี้...

จากภาพที่เห็นนี้เราก็คิดว่าเดี๋ยวไกด์คงพาเราไปอีกฝั่งของทะเลสาบมุมไกลๆนั้นเพื่อนั่งพักทานอาหารกลางวัน กะว่าอากาศร้อนๆแบบนี้ จะลงไปเล่นน้ำให้หนำใจเลย แต่ไกด์ก็นำเราเดินลงไปตามไหล่เขาสู่ทะเลสาบข้างล่าง ทางเดินเป็นทางเดินดินทรายแคบๆซึ่งถ้าเป็นคนเดินสวนมาไม่ค่อยมีปัญหา เราก็พอหลบเลี่ยงกันได้ แต่เส้นทางนี้ จะมีบริการขี่ม้าสำหรับคนขี้เกียจเดิน ถ้าเป็นม้าที่สวนทางมา คือเราต้องหลบไปบนไหล่ทาง เว้นระยะนิดนึง มีเพื่อนคนนึงหลบไกลไม่พอโดนหางม้าฟาดหน้าเต็มๆ นอกจากดูทางเดินแล้ว อีกสิ่งที่ต้องดูคือ...ขี้ม้าค่ะ โอ้ยยยย ม้าคะ ไปกินอะไรมาๆๆๆๆ ขี้เป็นพะเนินเทินทึก บางทีกระจัดกระจายเป็นกับระเบิด เมื่อมีม้าและขี้ม้า สิ่งที่ตามมาคือแมลงวันจำนวนมาก ที่คอยมาบินใกล้หูเสียงวึ่งๆเป็นระยะๆ

20170430082813-01.jpeg

เนินเขาเลียบข้างทะเลสาบมีทั้งขึ้นทั้งลง เราเดินมาเรื่อยๆจนปลายทะเลสาบที่อยู่ไกลค่อยๆใกล้เข้าทุกที พอมาถึงจุดที่เราคิดว่า นี่แหละ สุดทะเลสาบแล้ว ไกด์ของเราก็...เดินต่อเข้าไปในทางเล็กที่เหมือนจะหายเข้าไปในป่าตามทางของลำธารซึ่งไหลลงไปที่ทะเลสาบ แม้ความสงสัยเราก็เริ่มก่อตัวละว่าจะพาเราเดินไปไหนอ่ะ แต่ด้วยความเป็นคนชอบถ่ายรูป ธรรมชาติข้างทางที่เป็นลำธารสลับน้ำตกสลับทุ่งดอกไม้ป่ามันก็เพลินๆดีเหมือนกัน เดินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ไกด์ของเราก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จนออมเห็นป้ายว่า Kolsai Lake 2  อีก 2800 เมตรถึงเข้าใจว่า อ๋อ ที่แท้ มีทะเลสาบอีกอันอยู่ข้างในนั่นเอง แล้วเรากำลังเดินเข้าไปหาทะเลสาบอันนั้น ซึ่งเป็นต้นน้ำที่ทำให้เกิดลำธารเล็กๆและน้ำตกที่เห็นได้เกือบตลอดเส้นทาง

ทางจากที่เป็นทางดินทราย เริ่มกลายเป็นทางดิน สลับกับหินก้อนเล็กใหญ่ ไม่เท่ากัน หินนี่อันตรายมากเพราะบางทีหินอาจจะขยับตอนที่เราเดินทำให้เราเสียหลักได้ นอกจากเป็นทางหินสลับดินแล้ว ยังเป็นเนินขึ้นเขาที่ค่อนข้างชัน ดินแห้งๆ เวลาที่ม้าหรือคนเดินผ่านก็มักจะทำให้เกิดฝุ่นควันลอยคลุ้งทำที่ยกมือขึ้นมาปิดจมูกปิดปากแทบไม่ทัน น้ำที่เคยเต็มขวดลิตรก็ค่อยๆหร่อยหรอไปเรื่อย ไกด์นำทางบอกว่าเติมน้ำจากลำธารหรือน้ำตกได้เลย คือในใจเอาจริงๆ ลำธารและน้ำตกบางช่วงนี่เห็นม้าลงไปเดินนะ แต่เอาวะ น้ำมันเป็นธารน้ำไหลตลอด คนอื่นก็ดื่มกัน เราก็พยายามเลือกตรงที่น้ำไม่นิ่งแล้วก็เติมน้ำ น้ำในขวดที่เรากรองดูใส ไม่ได้ดูมีอะไรปน พอดื่มเข้าไปปุ๊บ...เย็นชื่นใจมาก เป็นความเย็นแบบธรรมชาติที่เราไม่เคยดื่มที่ไหน หลังจากเดินมาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เราก็ได้มาพบกับทะเลสาบน้ำใสที่ถูกล้อมไปด้วยภูเขาและต้นไม้ บริเวณที่น้ำในทะเลสาบเริ่มตื้นๆ ที่เป็นรอยต่อกับลำธารมีขอนไม้จำนวนมากวางเรียงรายไว้เหมือนเป็นเขื่อนให้พวกเราไปนั่งเล่นได้

ตอนนั้นคิดในใจว่าจะกระโดดลงไปเล่นน้ำ แต่เห็นคนรอบข้างที่กระโดดลงไปแล้ว ทุกคนลงไปประมาณไม่เกิน 30 วินาทีแล้วจะว่ายกลับเข้าฝั่งทุกคน พอออมนั่งตรงขอนไม้แล้วหย่อนเท้าลงไปถึงเข้าใจว่าทำไม คุณพระ นำ้เย็นมากกกกกก เย็นจนรู้สึกเหมือนมีเข็มมาตำตลอดเวลา ก็เลยนั่งเล่นอยู่บนขอนไม้ไปกะว่า จุ่มเท่าก็พอแล้วแหละ แต่พอนั่งไปเรื่อยๆก็รู้สึกว่า เฮ้ย มาทั้งทีแล้ว เอาเถอะ ลองซักตั้ง นับหนึ่ง สอง สาม แล้วก็กระโดดตู้มลงไปเลย คือมันเย็นมากกกกกก เราก็ส่งเสียงที่กึ่งกรี๊ดกึ่งโวยวายว่ามันเย็น จนคนที่นั่งอยู่บนขอนไม้ขำ อยู่ในน้ำแป็บเดียวก็รีบว่ายกลับเข้ามาเพราะน้ำเย็นประมาณ 6 องศา พอกลับขึ้นมาบนฝั่งได้ ขาสั่นอยู่ประมาณ 2-3 นาทีกว่าจะกลับสู่สภาพปกติ

เมื่อนั่งพักทานอาหารกลางวันประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็เดินทางกลับไปยังจุดเริ่มต้น เส้นทางนี้ถือว่าโหดพอสมควร ทั้งเนินขึ้นลงที่มีหลานระดับความชันตั้งแต่ชันน้อย ถึงชั้นมาก ทางหินผสมรากไม้ที่เดินลำบาก และการหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางอื่นๆบนเส้นทาง ทั้งวันที่ผ่านมา รู้สึกว่าใช้กำลังกาย (และกำลังใจ) ไปเยอะมากกว่าจะเดินกลับมาถึงทะเลสาบด้านนอก ออมและเพื่อนจึงขอให้รางวัลตัวเองด้วยเบียร์เย็นๆคนละขวด คืนนั้นเมื่อกลับถึงบ้านทุกคนทานมื้อเย็นหมดเกลี้ยงกันหมดเพราะเหนื่อยกันมาก เสร็จแล้วก็รีบเข้านอนเตรียมตัวสำหรับทะเลสาบอีกหนึ่งที่ในวันพรุ่งนี้

Day 2: Kaindy Lake

วันท่ีสองของการเดินทาง เช้าวันนี้เราไม่ได้เดินทางกันด้วยรถบัส เพราะเส้นทางที่จะเข้าไปที่ทะเลสาบ Kaindy เป็นเส้นทางที่เล็ก พวกเรามีรถตู้คันเล็กๆมารับ ข้างในรถตู้เป็นแบบเปิดโล่ง มีที่นั่งอยู่บริเวณรอบผนังรถพร้อมที่จับซึ่งมีความจำเป็นมากเพราะตลอดเส้นทางที่เราเข้าไปถนนค่อนข้างขรุขระ บางจุดรถต้องวิ่งตัดลำธารเล็กๆ บางช่วงรถกระเด้งแรงมากจนก้นลอยขึ้นมาจากเบาะ บางช่วงรถเอียงไปด้านขวามากๆจนรู้สึกเหมือนเกือบคว่ำ แต่พี่คนขับเก่งมากค่ะ พาพวกเรามาถึงที่ได้

เส้นทางเดินไปทะเลสาบนี้ถือว่าสั้นมาก ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็เดินทางมาถึง เส้นทางไม่ยากเหมือนเมื่อวาน เพราะว่าทางเดินมีความกว้างเท่าถนน นอกจากจะมีให้ขึ้นม้าแล้วสำหรับคนที่ขี้เกียจเดินที่นี่รถสามารถขึ้นไปได้ (แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม) คนทุนน้อยก็เดินไปค่ะ (นั่นไง คนเดินก็ต้องหลบขี้ม้าเหมือนเดิม)  แต่เอาจริงๆนะ เดินมันได้อารมณ์มากกว่าเหอะ ได้เห็นวิวข้างทาง ได้คุยกับเพื่อนร่วมทางด้วย และได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย

ทะเลสาบอันนี้มีความน่าสนใจมาก เพราะว่าเมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้วเกิดแผ่นดินไหว ทำให้เกิดดินถล่ม จนแผ่นดินตรงนี้ก่อตัวเป็นแอ่งตามธรรมชาติ น้ำฝนที่ตกลงมาในปีต่อๆมาและน้ำจากภูเขาตามธรรมชาติก็เติมให้น้ำนี้กลายเป็นทะเลสาบซึ่งท่วมต้นไม้ที่โตอยู่ตรงนั้น ลำต้นของมันก็ยังโผล่พันผืนน้ำแบบที่เห็นในปัจจุบัน

เมื่อมาถึงที่ เราก็ต้องลงน้ำไปพิสูจน์ว่าเย็นเหมือนเมื่อวานมั้ย แต่ทะเลสาบนี้การกระโดดลงต้องมีความระมัดระวังกว่าเมื่อวานเพราะว่ารอบๆทะเลสาบจะเป็นหินปนดินโคลน หากกระโดดลงไป ต้องแน่ใจให้ได้ว่าเราจะกระโดดพ้นหิน หลายๆคนกระโดดไม่พ้นก็มีแผลโดนหินบาดติดตัวกลับมา ออมน่าจะโชคดีที่ตัวสูงและออกกำลังกายเป็นประจำ เลยกระโดดไกลพ้นโขดหินไปได้ แต่ลงไปได้แป็บเดียวก็ต้องรับว่ายกลับมาเพราะว่าน้ำเย็นมากๆเหมือนกัน ทะเลสาบนี้แม้ในฤดูร้อน อุณหภูมิของน้ำก็จะยังเย็นอยู่ที่ 6 องศา พอๆกับทะเลสาบ Kolsai เมื่อวาน ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าฤดูหนาวจะเย็นขนาดไหน

อยู่ที่นี่ได้ชั่วโมงเดียวก็กลับไปขึ้นรถตู้กลับไปที่บ้านพักเพื่อขึ้นรถบัสเดินทางกลับไป Almaty ระหว่างทางกลับรถบัสก็หยุดบริเวณ Black Canyon (ไม่ใช่ร้านกาแฟ) ซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาสูง โดยข้างล่างมีลำธารไหลอยู่ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ Charyn Canyon ทีได้รับการขนานนามว่า Grand Canyon แห่งคาซัคสถาน

นับว่าเป็นสองวันที่เหนื่อยแต่มีความสุขมาก (คุ้มค่ากับการค้นรูปใน Pinterest) และยิ่งคนเราเวลาทำงานเหนื่อยๆ เวลาได้ออกไปจากบรรยากาศการทำงานและได้ไแเจอธรรมชาติ มันก็รู้สึกดีเหมือนกันนะ สำหรับใครที่ทำงานหนักๆก็อย่าลืม balance ชีวิตทำงานและสุขภาพกายใจของตัวเองบ้างนะคะ

ส่วนใครที่อยากจะเดินทางมาประเทศนี้ จริงๆแล้วเดินทางไม่ยากเลย อาจจะไม่ใกล้มาก แต่รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

Travel Tips

  • บินลง Almaty เมืองหลวงได้สบายๆในราคาประมาณ 2หมื่นบาท แต่ยังไม่มีบินตรงนะ
  • ภาษาประจำชาติที่นี่มีสองภาษา คือ คาซัค และ รัซเซีย
  • ค่าเงินที่นี่ถูกกว่าไทยนะ 10 Tenge = 1 บาท
  • ที่พักก็ราคาไม่แพง ห้องพักดอร์มราคาประมาณ 140-350บาท
  • นอกจากธรรมชาติที่สวยงามแล้ว สถาปัตยกรรมที่นี่ก็ขึ้นชื่อมากเลยทีเดียว
  • แถมประเทศนี้ยังเป็นต้นกำเนิด ต้นแอปเปิ้ล และ ดอกทิวลิปด้วยนะ
  • ที่สำคัญ สามารถเที่ยวได้ตลอดปี