Jungle Deep

Jungle Deep

ฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่หลงรักการเดินทาง...

โดยเฉพาะในประเทศไทย ไปมาแล้วทุกภาค ปกติถ้าไม่ไปกับเพื่อนกลุ่มเล็ก3-4คน ก็ไปกับครอบครัว แต่ 2-3ปี หลังฉันมักเดินทางคนเดียว จนเพื่อนบางคนเตือนว่าอย่าห้าวเกินไป คำพูดนี้คือเขาเป็นห่วงเพราะเราเป็นลูกผู้หญิงนั่นเอง จึงทำให้ฉันไม่ประมาทต่อทุกการเดินทาง ทั้งระหว่างเส้นทางและจุดหมายเมื่อไปถึง ขอเพียงเชื่อมั่นในตัวเองทุกครั้งที่ได้ก้าวเดินออกไป…

จุดเริ่มต้นของการเดินป่าครั้งนี้ มาจากสหายท่านหนึ่ง เขาเรียกตัวเองว่า “พราน” เขารักที่จะเดินป่าเพื่อเสาะแสวงหาเส้นทางต่างๆ มานานหลายสิบปี เค้าจะเดินป่าเป็นปกติทุกเดือน เดือนนึงก็หลายครั้งอยู่ เมื่อเค้าเอ่ยปากชวนไปที่ที่หนึ่งที่เค้าค้นพบซากเครื่องบินตกในป่าลึก ตัวฉันเลยไม่รอช้ารีบจองตั๋วเพื่อมุ่งหน้าลงใต้ไปค้นหา “สันเครื่องบินตก” 

ซากเครื่องบินที่สันเครื่องบินตก

ซากเครื่องบินที่สันเครื่องบินตก

การเดินทางครั้งนี้เรามีเวลาไม่มากนัก รวมทั้งหมดแค่ 3วัน 2คืน เราจึงนั่งเครื่องไปลงที่นครศรีธรรมราช (หรือจะขับรถไปเองก็ได้ แล้วแต่สะดวกค่ะ) เพื่อพบกับสหายผู้เป็นพรานของเรา ซึ่งเค้าก็ได้รอรับอยู่ที่นั้นอยู่แล้ว พวกเรากระโดดขึ้นรถกระบะของเขาไปที่พัก เพื่อเตรียมตัว เตรียมของทุกอย่างให้พร้อม เสร็จแล้วพรานจึงขับรถพาพวกเรามุ่งสู่อุทยานแห่งชาติเขาหลวง

การเดินป่าที่อุทยานเขาหลวงนั้นมีหลายเส้นทางด้วยกัน และครั้งนี้นอกจากความตั้งใจที่จะไปสันเครื่องบินตกแล้ว ผาเทวะ ก็เป็นอีกหนึ่งเส้นทางเดินป่าที่ฉันตั้งใจจะไปเช่นกัน

ดอกรองเท้านารีคางกบ

ดอกรองเท้านารีคางกบ

จุดแรกในทริปการเดินทางบนเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ “สันเครื่องบินตก” จุดนี้เราเดินกันได้แบบตัวปลิว ไม่ต้องแบกเป้ให้หนัก เพราะคืนแรกเราตั้งแคมป์ไม่ไกลจากผานั้น สะพายเพียงแค่กล้องตัวเล็กตัวเดียว เดินไปเรื่อยๆในป่าโบราณที่ชุ่มชื่น มีมอสเขียวชอุ่ม แล้วยังพบกล้วยไม้ป่า ซึ้งต้องแหงนหน้าขึ้นชื่นชม กับรองเท้านารีสวยงามดอกใหญ่อันสมบูรณ์

จุดที่พีคที่สุดในการเดินป่านี้ คือตอนที่ต้องเดินผ่านริมหน้าผาเพื่อไปจุดเครื่องบินตก ที่ตั้งอยู่ระหว่างยอดคีรีวง และ ยอดพรหมโลกของอำเภอพรมคีรี มีความสูงถึง 1850 เมตร ซึ่งมองดูแล้วมันสร้างความลำบากใจแก่เราพอควร แต่เราก็เก็บอาการกลัวความสูงตรงนั้นไว้ เพื่อพิชิตใจตนเอง จึงกัดฟันเดินผ่านมันไปได้จนถึงซากเครื่องบิน… 

ทางไปสันเครื่องบินตก

ทางไปสันเครื่องบินตก

จุดหมายที่สองในการเดินป่าของเรา คือ “ผาเทวะ” ซึ่งเป็นเส้นทางที่โหดเอาเรื่อง เราจำเป็นต้องเดินผ่านเส้นทางสันเครื่องบินตกอีกรอบเพื่อไป คราวนี้เราต้องแบกเป้ใบโตไปด้วย เพราะคืนนี้เราจะไม่นอนกันที่จุดเดิม ช่วงเวลานั้น ฝนได้ตกกระหน่ำรุนแรง ลมพัดเอา Rain Cover ถึงกับปลิว (แต่โชคดีที่คว้าเอาไว้ได้ทัน) ในความเย็นเยือกหนาวสะท้าน ฉันรวบรวมพลังทั้งหมด ก้าวเดินผ่านผาสูงนั้นได้อีกครั้ง

ระหว่างทางเราได้พบบรรยากาศใหม่ๆ และเพื่อนใหม่อยู่เสมอ ทั้งสัตว์ปีกและแมลงนานาชนิด มีทั้งแมงมุม ไปจนถึง “ทาก” ผู้เกาะติดเราอย่างเหนียวแน่น สถานที่หลับนอนของพวกเราคืนนั้นคือห้องนอนอันโอ่โถงกว้างใหญ่ เตียงนอนลอยฟ้า (เปล) ซึ่งเราผูกกันเอาเอง มีห้องน้ำเปิดโล่งที่ไม่มีน้ำอุ่น ห้องสุขาที่ต้องอาศัยต้นไม้ใหญ่ หรือหินก้อนโตบดบังขณะทำกิจธุระ ส่วนอาหารก็มีทั้งคาวหวานครบถ้วนขบวนความ 

มื้อค่ำ และ เพื่อนร่วมทาง บนผาเทวะ

มื้อค่ำ และ เพื่อนร่วมทาง บนผาเทวะ

บอกเลยว่ามีสองสิ่งที่สำคัญมากในการเดินป่า (โดยเฉพาะเส้นทางเดินป่านี้) คือ “พราน” ที่จะเป็นต้องมี เพื่อคอยนำทาง (ฉนั้นอย่าลืมติดต่อเรื่องรายละเอียดกับพรานกันให้ดีก่อนตัดสินใจ) และ อีกหนึ่งสิ่ง คือร่างกายที่ก็ควรจะต้องพร้อมไปแล้วในระดับนึง เพราะเราต้องแบกเป้และเดินเท้าไปบนเส้นทางที่ต้องผ่านทั้งหิน ผ่านดิน ผ่านน้ำ บางช่วงก็ต้องออกแรงปีนป่ายขึ้นไป ถ้ามีสองอย่างนี้รับรองว่าคุณจะได้ท่องป่าอย่างสบายใจและสบายตัว

สำหรับใครที่สนใจอยากติดต่อกับนายพราน สหายของฉันแล้วละก็ สามารถติดต่อพรานผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวของพรานได้เลยค่ะ ชื่อเฟสบุ๊คก็ตามนี้เลย Nares Sukkrin

ความสวยงามบนผาเทวะ

ความสวยงามบนผาเทวะ

การเดินป่าในแต่ละก้าวนั้น เราจำเป็นต้องมอง ต้องคิด ถึงหินแต่ละก้อน ถึงดินที่ชุ่มแฉะฝน ว่าเราจะเดินยึดเกาะติดมันอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันพันธุ์ไม้เขียวขจีก็ช่วยให้จิตใจเบิกบาน สดใส ทำให้เราลืมเรื่องวุ่นวายในเมืองหลวงไปเลย ฉันสบายใจทุกครั้งเมื่อได้จิบกาแฟบนน้ำตกชั้นสูง กินอาหารบนลานหินกว้าง มองทิวทัศน์อันแสนวิเศษเกินบรรยาย และนั่นคือความประทับใจทั้งหมด

สงสัยฉันจะหลงรักการเดินป่าเข้าแล้วจริงๆ

วิวทิวทัศน์ ณ ผาเครื่องบินตก

วิวทิวทัศน์ ณ ผาเครื่องบินตก