High Places

High Places

ความตื่นเต้นเริ่มตั้งแต่วางแผนทริป ออกตั๋ว ขึ้นเครื่อง มองเห็นเทือกเขาหิมาลัยไกลลิบไปจากหน้าต่างเครื่อง สนามบินเก่าคร่ำคร่า แต่เมื่อนึกถึงนักปีนเขาที่เคยมาเหยียบที่นี่ ที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยิ่งใหญ่ มันก็ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นที่ๆมีมนต์ขลังอย่างไม่สามารถอธิบายได้

วิวของเทือกเขาหิมาลัยจากที่นั่งบนเครื่องบิน

วิวของเทือกเขาหิมาลัยจากที่นั่งบนเครื่องบิน

ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งที่สองในการมาปีนเขาที่เนปาลแต่มันก็ยังมีคำถามเดิมเกิดขึ้นในหัว

"ที่นี่หรอวะ จุดเริ่มต้นของทริปกู"

ไกด์ที่นัดไว้ก็มารอรับนอกสนามบิน เดินฝ่าฝูงชนเล็กน้อยไปขึ้นรถ รับพวงมาลัยดอกดาวเรืองมาคล้องคอมีความหมายแทนการต้อนรับ ดึงผ้าบัฟขึ้นมาปิดจมูกเพราะฝุ่นที่นี่เยอะมาก ในขณะเดียวกันก็เตือนแฟนสาวคนสวยที่กำลังทำตัวเป็นนางเอกเอ็มวีสูดลมหายใจลึกรับลมหนาวดื่มด่ำกับบรรยากาศ ออกปากให้เธอรู้ว่าที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเขตเผาศพของวัดฮินดูปศุปฏินาถที่เผาศพทั้งวัน ทุกวัน รถคันเล็กวิ่งผ่านถนนใหญ่ เสียงแตรดังไม่ขาดสาย ลัดเลาะเข้าซอยขรุขระ ผ่านตึกรามบ้านช่อง มีซากปรักหักพักของแผ่นดินไหวครั้งก่อนให้เห็นได้อยู่ทั่วไป ดูเหมือนผู้คนที่นี่จะทำใจได้แล้วกับเหตุการณ์อันน่าสลดและเลือกที่จะใช้ชีวิตหากินกันต่อไป 

ซากปรักหักพังที่เห็นได้ทั่วเมือง

ซากปรักหักพังที่เห็นได้ทั่วเมือง

เพียงอึดใจเดียวก็ถึงโรงแรมในย่านทาเมล ถ้าจะเปรียบก็เปรียบได้กับถนนข้าวสาร เพียงแต่ถนนเต็มไปด้วยกรวดและฝุ่นราวกับมีรถมาเทไว้ เด็กยกกระเป๋าขึ้นห้องพักที่ไม่ได้มีความพิเศษอะไรไปมากกว่าเตียงนอน ที่วางของและห้องน้ำ จัดแจงธุระเรียบร้อยก็เริ่มหิว จากที่เคยผิดหวังในการยอมให้ไกด์พาไปกินอาหารไทย โดยเมนูนั้นคือไก่ทอดตายแล้วตายอีก ครั้งนี้ผมจะไม่ยอมให้มันซ้ำรอย จึงเลือกที่จะกินอาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือโมโม่ ลักษณะคล้ายเกี๊ยวซ่าแต่นำมานึ่ง ไส้ในแล้วแต่จะเลือก เนื้อสัตว์หรือผัก แต่จะคลุกเครื่องเทศรสละมุน ไม่เปลืองปากที่จะลองสั่งมาทานสักครั้ง เย็นวันนั้นเองไกด์ได้นัดให้ลูกหาบมาพบกับผม

โมโม่ อาหารพื้นเมืองของเนปาล

โมโม่ อาหารพื้นเมืองของเนปาล

ดัมบรา ไร ลูกหาบร่างป้อมแต่กำยำมีถิ่นกำเนิดอยู่ห่างจากเขตเขาเอเวอร์เรสต์ด้วยการเดินเท้าเพียง 5ชั่วโมง ขาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ความอึดทรหดที่เชื่อมือกันมาก่อนจากทริปที่แล้ว ขัดกับใบหน้าที่กร้านแดดแต่เต็มไปด้วยไมตรีจิต ยิ้มแย้มแจ่มใส ยื่นมือสากด้านมาจับกระชับพร้อมกล่าวคำทักทาย ส่วนตัวผมจะวางแผนให้มีเวลาซัก 1-2วัน ก่อนจะเดินทางเข้าหุบเขา เพื่อจัดเตรียมสัมภาระ เพราะถ้าขาดเหลืออะไร ย่านทาเมลมีทุกอย่าง ตั้งแต่ยาเม็ดเล็กแก้แพ้ความสูง ยันตั๋วเครื่องบิน

ยาแก้ความสูง ผู้ช่วยชีวิต

ยาแก้ความสูง ผู้ช่วยชีวิต

DAY 1

เช้ามืดวันเดินทางลูกหาบมาตรงตามเวลานัด ไกด์พาขึ้นรถไปส่งที่สนามบิน เช็คอิน พิมพ์ตั๋ว แฟนสาวควักกล้องออกมาทำ Vlog (Video Log) ด้วยความตื่นเต้นประทับใจ มองดูกองทัพนักปีนเขาที่มายืนออกันในเทอร์มินอลรอเวลาขึ้นเครื่อง ไม่มีคนพื้นเมืองเลย มีแต่หัวทองๆและลิงในเทอร์มินอล ก็อดคิดไม่ได้อีกเช่นเคยว่า Tribhuwan Domestic แห่งนี้น่ะเหรอคือประตูสู่เทือกเขาอันยิ่งใหญ่ แล้วเราก็ก้าวเท้ากันขึ้นเครื่อง

เครื่องบินเล็ก ขนาดราวกับรถบัสติดปีกนั่งได้ประมาณ30คน 

เครื่องบินเล็ก ขนาดราวกับรถบัสติดปีกนั่งได้ประมาณ30คน 

ก่อน take off แอร์เดินก้มตัวแจกสำลีอุดหูและลูกอมที่รสชาติไม่ได้เรื่อง รู้ตัวอีกทีก็มองเห็นยอด 8,000เมตร อยู่ลิบๆจากหน้าต่าง เครื่องเลี้ยวหลบเหลี่ยมเขาไม่ทันจะลดระดับก็ลงจอดที่รันเวย์สั้น400เมตรของสนามบิน Tenzing-Hillary, Lukla (2,800m) หนึ่งในอันดับสนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก

และเราก็แบกกระเป๋า เริ่มเดิน

ความเล็กของ cockpit

ความเล็กของ cockpit

การเดินในวันนี้พวกผมจะเดินตรงไปที่ Namche bazaar และไปพัก acclimatize (ปรับร่างกาย) กันที่นั่นกัน 1 วัน

เราเริ่มเดินจากลุคลา เมืองเล็กๆที่ความสูงราวๆ 3,440 เมตร การเดินในช่วงแรกๆเปรียบเสมือนการวอร์มร่างกาย จุดพักแรกใช้เวลาเดิน 2ชั่วโมง คือ Phakding ซึ่งหลายๆคนเลือกเลือกที่จะนอนที่นี่ แต่สำหรับพวกเรามันคือการเสียเวลา เลยมุ่งหน้ากันไปต่อตามแผนที่วางไว้ เราตกลงกันไว้ว่าจะเดินกันจนหอบ แล้วค่อยพัก

เราเริ่มเดินตอน 7โมงเช้า ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง Namche bazaar ที่ลูกหาบบอกว่าใกล้แล้วๆ แต่ก็ยังไม่มีที่ท่าจะให้เรามองเห็นสักที เดินอ้อมเขา ขึ้นลงลูกแล้วลูกเล่า ข้ามสะพาน suspension bridge อีกนับไม่ถ้วน พวกเรางัดเอาเสบียงของกินเล่นมากินเติมพลังแทนมื้ออาหาร กินแล้วกินอีกก็ยังไม่มีที่ท่าว่าเราเข้าใกล้เป้าหมายเลย

Hilary Bridge หรือสะพานที่ตั้งชื่อให้เกียรติ Sir Edmund Hillary ชายคนแรกที่พิชิตยอดเอเวอเรสได้

Hilary Bridge หรือสะพานที่ตั้งชื่อให้เกียรติ Sir Edmund Hillary ชายคนแรกที่พิชิตยอดเอเวอเรสได้

จนกระทั่งลูกหาบหันมาบอกว่าต่อไปคือ Hillary Bridge นะ Hillary Bridge นับเป็น Iconic area เลยก็ว่าได้เพราะเอกลักษณ์ของมันที่เป็นสะพานขึงข้ามหุบเขา ระยะประมาณ 150เมตร หวาดเสียวไม่เบา แต่ทีเด็ดคือความชันของเส้นทางในช่วงสุดท้าย ช่วงที่พลังเริ่มหมด ขาเริ่มลาก เปรียบเสมือนปราการด่านสุดท้าย วัดใจคนที่จะไต่ขึ้น Namche bazaar และแล้วเมื่อฟ้ามืดสนิด ตอนนี้เราต้องพึ่ง headlight ในการนำทาง แฟนสาวเริ่มมีอาการมึนเพราะไม่เคยใช้แรงเยอะขึ้นที่สูงขนาดนี้มาก่อน เดินเลาะทางลาดชันอ้อมเขาอีก 1ลูก พอพ้นเหลี่ยมเขาก็ได้กลิ่นควันขี้ยัคมาปะทะจมูก เห็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่อยู่กลางหุบเขา เราถึงแล้ว Namche bazaar (3,440m)

ใช้เวลาจากด้านล่างของหมู่บ้านเดินขึ้นไปอีกราวๆ 15นาทีก็ถึงที่พัก เจ้าของเดินมาถามว่าเดินมาจากไหน พอทราบคำตอบก็ตกใจ รีบจัดแจงกุญแจห้อง ส่งคนมารับกระเป๋า หลังจากที่วางสัมภาระก็ลงมาที่ห้องอาหาร แฟนสาวมีอาการแพ้ความสูง สังเกตได้คือกินไม่ลง ไม่พูดไม่จา เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ก็เลยให้กินซุปกระเทียมซึ่งชาวบ้านบอกว่าเป็นยาแก้แพ้ความสูงชั้นดี ตัวผมจัดผัดหมี่และพิซ่าไปอีกเต็มถาด ทดแทนพลังงานและสะสมมันเข้าไปสำหรับวันรุ่งขึ้นที่ต้องทำ acclimatization walk นัมเชยามค่ำคืนนี่สวยไม่เบา ทางช้างเผือกที่เห็นด้วยตาเปล่ามันเป็นแบบนี้นี่เอง

เพื่อนใหม่ระหว่างทาง

เพื่อนใหม่ระหว่างทาง

DAY 2

เสียงกระดึงที่ติดกับคอแยค (Yak) ดังเป็นระยะๆ บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยที่สะสมจากวันแรกของการเดินทาง มองไปนอกหน้าต่างมีกลุ่มหมอกควันบางๆลอยไปช้าๆ ภูเขาสูงที่โอบล้อมและพระอาทิตย์กำลังขึ้น รู้สึกดื่มดำและสะใจเบาๆ กับทิวทัศน์ราคาหลักล้านจากห้องนอนราคาร้อยกว่าบาทที่มีแค่ที่วางของและฟูกเน่าๆห่อผ้าปูเตียง เช้าวันนี้หลังอาหารเช้าเรามีความจำเป็นที่จะตัองทรมานตัวเองโดยการเดินไต่ขึ้นที่สูงเพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมกับที่เราจะต้องไต่ขึ้นสูงอีกในวันต่อไป ระหว่างทางขึ้นไป Namche Monastery เป็นบันไดหินที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ ตอกสลักลงไปในชะง่อนหน้าผา หินกรวดร่วนที่หลุดล่อนสร้างความยากลำบากอีกระดับในการไต่

เด็กน้อย ณ นัมเซ

เด็กน้อย ณ นัมเซ

ขณะที่เราเดินหอบลิ้นห้อย ก็ได้พบกับความไม่ยุติธรรมคือเด็กน้อยบริเวณนั้น กำลังวิ่งเล่นขึ้นเขาไปเข้าโรงเรียน หลังพ้นเหลี่ยมวัดนัมเชแล้ว ก็ได้พบกับการทักทายครั้งแรกจากพระเอกของงาน คือยอดเอเวอเรสต์, ลตเซ่ และ อมาดับบลัม ดื่มด่ำกับวิวอยู่ชั่วครู่ก็ได้เวลาเดินลงมาพักผ่อน หาซื้อของใช้จำเป็น ซึ่งนัมเชจะเป็นแหล่งสุดท้ายที่เราจะจัดหาพวกยาหรือเสบียงกรังได้ ก่อนที่จะนอน และจะไต่เข้าไปในหุบเขาลึกข้างในในวันรุ่งขึ้น

จามรี หรือ แยค เดินขึ้นเขาแบบสบายๆ

จามรี หรือ แยค เดินขึ้นเขาแบบสบายๆ

DAY 3

วันนี้เราตั้งเข็มไปที่ Dole หมู่บ้านเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขาลึก ณ ความสูง 4,038 เมตร ใช้เวลาเดินแค่ประมาณ 8-9 ชั่วโมง หนทางในช่วงแรกไม่ชันมาก พอพ้นเนินเขาจุดชมวิวก็มองเห็นทางเดินยาวเลาะไปตามขอบหน้าผาไกลสุดลูกหูลูกตา สัญญานแรกที่ทำให้รู้ว่าเราได้เข้าเขตชั้นต่างบรรยากาศแล้วคือ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้เห็นอีกต่อไป คงเหลือไว้แต่ไม้พุ่มเล็กๆ ทำให้ภูเขาดูเหมือนเป็นทุ่งไปทั้งลูก ก้าวเท้าเดินไปตามทางด่านแคบๆริมหน้าผา เหงื่อเริ่มซึม อากาศที่เย็นเกือบจุดเยือกแข็งก็ไม่มีผลเมื่อต้องเดินกลางแดดร้อนระอุ

ระหว่างทาง...วันที่3ยังได้อยู่หน่า

ระหว่างทาง...วันที่3ยังได้อยู่หน่า

พอเที่ยงวันเราได้พักกินข้าวกลางวันกันที่ Mong La (3,962m) หลังจากสั่งอาหารผมลุกไปเข้าห้องระหว่างรอ ทันใดนั้นผมก็รู้สึกเวียนหัวและหมดแรงแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร คิดเพียงว่าวันนี้เดินตากแดดมาตลอดทาง แต่เมื่ออาหารที่สั่งมาวางที่โต๊ะ ผมไม่มีความอยากกินเลย นั่นแหละครับ อาการแพ้ความสูงเล่นงานผมแล้ว ผมฝืนยัดอาหารลงกระเพาะ เพราะวันนี้ตั้งใจจะไปให้ถึง Dole ให้ได้ เราออกเดินต่อราวๆบ่ายสอง ก่อนออกเจ้าของร้านถามลูกหาบว่า วันนี้เราไปที่ไหน พอรู้ว่าจะไป Dole ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ส่ายหน้า แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมท้อเลย คิดในใจว่า ลุคลา-นัมเช กูเดินวันเดียวก็ทำมาแล้ว

ทำไมวันนี้จะไม่ได้
สภาพเส้นทางลัดเลาะเขา

สภาพเส้นทางลัดเลาะเขา

ทางเดินในช่วงนี้เป็นทางลงต่อเนื่องลัดเลาะไปตามหินผา ซึ่งสร้างความยากลำบากในการเดินให้กับพวกเราคนเมืองที่เดินแต่ถนนคอนกรีตเรียบๆเป็นอย่างมาก ทุกฝีก้าวนอกจากจะต้องแบกน้ำหนักตัวและกระเป๋าแล้ว ยังจะต้องระวังไม่ให้ลื่นด้วย ช่วงนี้เองที่เราเริ่มเห็นว่า trekking pole นั้นมีประโยชน์มากกว่าไม้กันหมา ทางเดินในช่วงนี้หลบอยู่ในเหลี่ยมเขาที่แสงแดดถูกบังไว้ อุณหภูมิในร่มจึงต่ำมาก ต้องสังเกตตัวเองดีๆ เพราะถ้าเดินช้าไป ก็จะหนาว เดินเร็วไป ก็จะเหนื่อย อาการปวดหัวและหมดแรงยังคงตามมากับผมตลอดทาง เราเดินลงมาถึงจุดที่เดินเลียบไปกับแม่น้ำ มีน้ำตกที่เป็นน้ำแข็งให้เห็นได้ตลอดเส้นทาง เห็นป้ายบอกทางว่าอีกราวๆหนึ่งชั่วโมงเราจะถึงหมู่บ้าน Phortse Thanga ซึ่งเราจะพักเติมน้ำที่นี่แล้วเดินต่อไป Dole อุณหภูมิที่ลดลงต่ำอย่างต่อเนื่องและแสงอาทิตย์ที่เริ่มหมดไปทำให้เรารู้ว่าเราทำเวลาได้ไม่ดี

เมื่อมาถึง Phortse Thanga ฟ้าก็มืดพอดี อีกทั้งคนท้องถิ่นบริเวณนั้นบอกว่า วันนี้เราไม่มีทางไปถึง Dole แน่ๆ เพราะพ้นจากที่นี่ไปคือทางไต่ขึ้นล้วนๆ เราจึงตกลงกันว่าวันนี้เราจะพักที่นี่ Phortse Tanga (3,680m) เย็นวันนั้นอาการแพ้ความสูงเล่นงานผมอย่างหนัก กินไม่ได้ นอนไม่หลับเพราะปวดหัวอย่างกับจะระเบิด ผมพยายามให้ร่างกายปรับตัวแล้ว แต่มันไม่ได้จริงๆ ผมจึงตัดสินใจกินยาแก้แพ้ความสูง ซึ่งหมายความว่าผมจะต้องพึ่งมันไปตลอดเส้นทางจนถึง Gokyo Ri 

การต้มน้ำด้วยแสงอาทิตย์หน้าที่พัก

การต้มน้ำด้วยแสงอาทิตย์หน้าที่พัก

กลุ่มชาวต่างชาติที่อยู่ในห้องทานอาหารมองผมแบบงงๆว่าไอ้นี่ไปเจออะไรมาสภาพถึงเป็นแบบนี้ พอคุยไปคุยมา เค้าจึงบอกผมว่า ผมไต่ระดับเร็วเกินไป ดีแล้วที่คืนนี้ผมพักที่นี่

ในคืนนั้นแฟนผมมีความพยายามอยากอาบน้ำอุ่น ซึ่งเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นแบบก๊าซอยู่ในห้องอาบน้ำมุงสังกะสีเล็กๆ ผมจึงอาสาเป็นหนูทดลองให้ แต่ความพยายามก็ต้องล้มเหลวไปเพราะน้ำไหลเอื่อยมาก รู้สึกอุ่นไม่คุ้มกับความหนาวที่ต้องเผชิญ มันไม่สนุกเลยเมื่อคุณต้องอาบน้ำอุ่นที่ไม่ค่อยจะอุ่นท่ามกลางสภาพอากาศติดลบ 

นางแพ้ความสูงหนักมาก

นางแพ้ความสูงหนักมาก

DAY 4

รุ่งเช้าโชคดีที่อาการแพ้ความสูงผมหายเป็นปลิดทิ้ง ผมกลับมากินได้ปกติ มั่นใจว่ามีกำลังเดินลุยได้แน่ๆ เราเติมน้ำเติมเสบียงกันเรียบร้อย ก็ออกเดินทาง วันนี้เราคาดว่าเราจะถึง Dole โดยใช้ระยะเวลาไม่เกิน 4-5 ชม ทางเดินในช่วงแรกยังเลาะไปตามแม่น้ำ แต่หลังจากเลาะแม่น้ำไปได้สัก 10นาที เราก็พบกับบันไดหินที่แหงนหน้ามองก็ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด ก้าวแล้วก้าวอีก เราหันหลังกลับไปมองจุดที่เราเริ่มต้นขึ้นบันได เห็นฝูงยัคที่เดินสวนเราไปเหลือตัวนิดเดียว นาฬิกาบอกผมว่าเราเพิ่มความสูงมา 200 เมตรแล้ว พอหันไปมองด้านหน้า ทำให้เรารู้ว่าเราเพิ่งขึ้นมาได้ไม่ถึง 1/4 นึกในใจว่าคิดถูกแล้วที่เชื่อชาวบ้านเมื่อวาน พอพ้นบันไดหินปราบเซียนมาได้ ก็พบตัวเองเดินอยู่กลางแดด บนทางด่านริมหน้าผา ลูกหาบที่หยุดพักรอเราอยู่ก็บอกเรามาด้วยสำเนียงเนปาลว่า "We are close, just need to go around three more mountain"

"ใกล้แล้ว เหลือแค่ต้องอ้อมเขาอีกสามลูกเท่านั้นเอง" คิดในใจ กูใกล้ตรงไหนวะ 
ลูกหาบผู้อารมณ์ดีของเรา

ลูกหาบผู้อารมณ์ดีของเรา

ระหว่างเหนื่อยพักดื่มน้ำที่บันไดหินมีฝูงยัคจำนวนหนึ่งขนของผ่านหน้าเราไป ผมเห็นว่ายัคหลายตัวเหนื่อยจนลิ้นห้อย ซึ่งไม่ต่างจากพวกเราในขณะนั้นสักเท่าไหร่นัก จากภาพที่เห็นทำให้อดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าขนาดยัคซึ่งเป็นสัตว์ในที่สูง มีความอึดกว่ามนุษย์เราหลายเท่าตัวยังเหนื่อยลิ้นห้อย นับประสาอะไรกับมนุษย์สองเท้าที่มาจากความสูงระดับน้ำทะเล การพักเหนื่อยของเราจึงไม่น่าเป็นเรื่องแปลกนัก

ลูกหาบของผมเดินนำหน้าไปก่อน เรามักจะพบกันทุกๆครี่งชมระหว่างทาง ทางด่านราบเรียบริมหน้าผา ก็ลัดเลาะขึ้นลงไปไม่สิ้นสุด วันนี้เดินมาสามชั่วโมงรู้สึกว่าไม่ได้หายใจเต็มปอดเลยเพราะอากาศเบาบางและแห้งมาก เราพักดื่มน้ำกันบ่อยกว่าเมื่อวันก่อนๆ ทางด่านบางตอนมีความกว้างเพียง 1ฟุต สร้างความหวาดเสียวเวลาเดินเป็นอย่างมากเมื่อเวลาลมแรงๆกรรโชกมา

ลูกหาบส่งสัญญาณว่าคืนนี้เรามาถึงกันแล้ว

ลูกหาบส่งสัญญาณว่าคืนนี้เรามาถึงกันแล้ว

กัดฟันเดินไปอีกอึดใจใหญ่ ขณะที่ผมกำลังเล็งกล้องถ่ายรูป ผมก็เห็นลูกหาบของผมยืนอยู่บนเนินเขาสูงข้างหน้า โบกไม้โบกมือว่าที่นี่แหละที่เราจะพักคืนนี้ เราใช้เวลาอีกราวๆครึ่งชั่วโมง อ้อมเขาอีกหนึ่งลูก พ้นเหลี่ยมเข้าก็มองเห็นหมู่บ้านที่มีลำธารเล็กๆใสแจ๋วไหลผ่านตรงกลาง

ตอนลงนี่มันสบายจัง

ตอนลงนี่มันสบายจัง

ถึงซักที Dole (4,038m)

เราเอาสัมภาระเข้าที่พักและเตรียมตัวทำ short hike คือเดินขึ้นที่สูงและลงมานอนที่ต่ำในคืนนี้ ระหว่างทาง short hike ขณะที่ผมเดินหอบเอาๆ ผมสังเกตเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่นที่พบกันเมื่อคืนก่อน กำลังเตะบอลกันอย่างสนุกสนาน ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าร่างกายพวกนี้มันทำด้วยอะไรถึงมีแรงเหลือมาเตะบอลกันแบบนี้ ในขณะที่รออาหารเย็น ไกด์ของกลุ่มชาวไอริชที่ต่อจากนี้จะเป็นเพื่อนร่วมทางกันไปจนถึงโกเคียวริ มีมากันราวๆสิบกว่าคนก็ออกมากางแผนที่นำเสนอลักษณะภูมิประเทศและชาติพันธุ์

อาหารเย็นผมเลือกที่จะลอง dal bhat ตามลูกหาบ เพราะเป็นอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนและให้พลังงานได้อย่างดี คืนนี้ฟ้าโปร่งผมจึงทนลมหนาวออกไปเก็บภาพทางช้างเผือกที่ไม่พบในกรุงเทพเพราะถูกบดบังด้วยมลภาวะและแสงสีของเมืองหลวง

Milky Way หรือ ทางช้างเผือก

Milky Way หรือ ทางช้างเผือก

DAY 5

เช้าวันรุ่งขึ้นเรารีบตื่นกันแต่เช้าเตรียมตัวเก็บของ แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ผมรู้ตัวแล้วว่าจะไม่ได้อาบน้ำอีกจนกว่าจะกลับลงเขามา ทำไมหน่ะเหรอ? เพราะเพียงแค่จะตักน้ำมาราดก็ตักไม่ได้ อุณหภูมิที่เย็นจัดทำให้น้ำนั้นแข็งไปทั้งถัง แถมด้วยความสูงที่เพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลต่อต่อมรับรสทำให้เราไม่เจริญอาหารเท่าที่ควร สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือการ “กระเดือก” อาหารเหล่านั้นลงไป

จุดหมายปลายทางในวันนี้คือ Machermo ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวๆ 4-5 ชั่วโมง สภาพเส้นทางเหมือนเดินอยู่ท่ามกลางทุ่งที่มีพืชพุ่มขึ้นแทรกอยู่ตามโขดหินน้อยใหญ่ กระแสลมหนาวพัดแรงขัดกับแดดเปรี้ยงที่คงความแรงไปตลอดทั้งวันไม่น่าเชื่อว่าที่ความสูงระดับนี้ แม้เส้นทางจะราบเรียบแต่ทุกกิโลเมตรนั้นทำให้เราเหนื่อยง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

การย่างก้าวเป็นไปด้วยความเชื่องช้าจนทำให้เกิดสำนวนของเทรคเกอร์ว่า “Snail Pace” หมายถึง เชื่องช้าราวกับหอยทาก
หนทางข้างหน้าที่มีแต่ขึ้น (เขา)

หนทางข้างหน้าที่มีแต่ขึ้น (เขา)

เดินข้ามเนินแล้วเนินเล่า จนสามารถมองเห็น Machermo Peak อยู่ลิบๆ มองข้ามโตรกเหวไปเห็นหุบเขาฝั่งตรงข้าม เห็นทางเดินเป็นเส้นเล็กๆเลาะไปตามขอบผาที่ดูเหมือนเกิดจากดินถล่ม ยาวสุดลูกหูลูกตา ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าใครช่างไปสรรหาเส้นทางหวาดเสียวอยู่ริมหน้าผานั้น

และในขณะที่เรากำลังไต่เนินลูกหนึ่งเราได้พบกับสมาชิกนักเดินทางชาวไอริชที่นั่งพักอยู่ 2-3คน ดูวุ่นวายกับการดูแลเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งซึ่งมีอาการไม่ค่อยดีนัก ซึ่งกลุ่มเราสังเกตเห็นตั้งแต่เมื่อหัวค่ำแล้วว่า คนนี้แพ้ความสูงแน่ๆ เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากบอกให้เค้าค่อยๆ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ลดระดับก่อนที่จะแย่ ซึ่งในวันรุ่งขึ้นนั้นเอง เพื่อนร่วมทางชาวไอริชคนนั้น ก็ถูกส่งตัวกลับสู่เมืองหลวงกาฐมาณฑุ ด้วยเฮลิคอปเตอร์ 

Scale ความสูงและชัน

Scale ความสูงและชัน

เราแวะพักดื่มน้ำบ่อยขึ้นเพราะสภาพอากาศทำให้เราเสียน้ำในร่างกายไปมากโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งเพื่อป้องกันอาการแพ้ความสูงซึ่งพร้อมจะเล่นงานเสมอเมื่อไรก็ตามที่ร่างกายขาดน้ำ อีกอึดใจใหญ่ข้ามเนินสุดท้ายมา เราก็มองเห็นหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางหุบเขาเบื้องล่าง มีลำธารเล็กๆไหลผ่าน มีเกล็ดน้ำแข็งก็ให้เห็นอยู่ทั่วไปตามพื้นทางเดิน เราถึงแล้ว Machermo (4,470m) 

Machermo เป็นหมู่บ้านที่ถูกตั้งชื่อตาม Machermo peak ที่ตั้งยอดแหลมอยู่ด้านหลัง หมู่บ้านนี้มี Medical outpost (คลีนิคเล็กๆนั่นแหละ) เป็นที่สุดท้ายก่อนเราจะเดินต่อเข้าไปในหุบลึกข้างใน เค้ามีหมอที่เชี่ยวชาญด้านการเจ็บป่วยบนที่สูงมาจากอังกฤษและประเทศในเครือจักรภพเป็นหลัก

บรรยากาศระหว่างการ brief

บรรยากาศระหว่างการ brief

เย็นวันนั้นมีการบรรยายความรู้เกี่ยวกับอาการแพ้ความสูงแบบต่างๆรวมถึงมีการทำกิจกรรมเล็กน้อยๆเพื่อการกุศลเพื่อระดมทุน เพราะนอกจากที่นั่นจะเป็นที่รักษาหรือส่งตัวกลับฉุกเฉินแล้ว ยังเป็นที่พักรักษาฉุกเฉินสำหรับลูกหาบที่เจ็บป่วยในระหว่างทางฟรีๆอีกด้วย

สภาพอากาศยามเย็นที่นี่นับว่าทารุณมาก ในเวลา6โมงเย็นอุณหภูมิก็ลดฮวบลงไปถึงติดลบ ความทรมานอีกประการคือนอกจากนอนไม่ค่อยหลับเพราะอากาศเบาบางที่ตำ่กว่าจุดเยือกแข็งแล้ว ยังมีอาการปวดฉี่เป็นระยะซึ่งมีผลมาจากยาแก้แพ้ความสูง ทำให้ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำอยู่ตลอดคืน

Machermo Peak

Machermo Peak

DAY 6

ผมมีอาการท้องเสียมาหลายวันแล้ว ซึ่งมันก็สร้างความอ่อนล้าให้ผมพอสมควร ทีแรกคิดว่ามาจากการแพ้ความสูง แต่หลังจากที่ได้ฟังบรรยายเมื่อวานทำให้รู้ว่า ท้องเสียไม่ใช่อาการของการแพ้ความสูง แต่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปะปนมากับอย่างอื่น นั่งทบทวนอยู่ครู่หนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่า นับตั้งแต่ Phortse Thanga มา ผมดื่มน้ำฝนมาตลอด ไม่ได้ดื่มน้ำแร่ขวดที่เค้าหาบมาขา เนื่องจากงก ราคาที่ขายแพงกว่าข้างล่างหลายเท่าตัว จึงจำใจต้องกินยาหยุดถ่ายและยาฆ่าเชื้อไปอีกสองแขนง 

เดินเฉยๆเราก็เหนื่อยแล้ว

เดินเฉยๆเราก็เหนื่อยแล้ว

วันนี้เราจะขึ้นไปจุดพักสุดท้ายซึ่งก็คือ Gokyo (4,800m) สภาพเส้นทางวันนี้สำหรับครึ่งแรกเป็นทางเดินยาวราบเรียบไปตามทุ่งโล่ง บางขณะก็พบว่ามาเดินอยู่กลางสันเขา มองลงไปเบื้องล่างก็เห็นแก่งที่เกิดจากหิมะที่เริ่มละลายไหลแรงลงไป ผมกัดฟันเดินให้เร็วที่สุดโดยที่จะไม่ให้เหนื่อยเกินไปเพราะอาการท้องเสียเล่นงานผมอยู่ โรงแรมที่มองเห็นอยู่ลิบๆซึ่งทีแรกคิดว่าจะใกล้ ปรากฎว่าผมต้องเดินอั้นอยู่ราวๆ 1ชมกว่าจะถึง สภาพห้องน้ำเป็นห้องสังกะสีพื้นไม้ยกสูง พอเปิดประตูก็พบกับส้วมหลุมที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าแผ่นกระดานและรูที่เจาะไว้ ด้านข้างมีขี้เถ้ากองเบ้อเริ่มสำหรับกลบเมื่อเสร็จกิจธุระ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมเลย ผมเพิ่งเข้าใจวันนั้นเองว่า การอั้นอะไรก็ตามขณะรถติดในเมืองนั้นเทียบไม่ได้เลยกับการที่คุณต้องอั้นไปเดินไปในขณะที่อยู่บนภูเขาโล่งไม่มีที่กำบังสำหรับเวลาฉุกเฉินลักษณะนี้

เรียบง่าย และ สวยงาม

เรียบง่าย และ สวยงาม

มองตามเส้นทางไปเรื่อย ผมสังเกตเห็นว่าเส้นทางราบเรียบของเราจะสิ้นสุดลงและเริ่มเป็นทางตัดวก ไต่เข้าไปในหุบ การเดินช่วงนี้มีหลายครั้งที่ผมหันหลังกลับไปมองหนทางที่เดินมา สภาพภูมิประเทศไม่ว่าจะเป็นภูเขาที่มีรูปทรงประหลาด ลักษณะและสีของพื้นผิว ไปจนถึงก้อนหินเล็กใหญ่ ที่เรียงขนาดตั้งแต่เท่าลูกปิงปองไปจนขนาดบ้านทั้งหลัง ทำให้เรานึกว่าเราเหมือนจะเดินอยู่บนดาวดวงอื่นที่ไม่ใช่โลกใบนี้ 

เข้าสู่ครึ่งหลังของการเดินทางในวันนี้ หลังจากเดินมาถึงแก่งใหญ่อันเป็นจุดที่เราต้องวกและเข้าไปในหุบและไต่ขึ้นไป ทางเดินเป็นบันไดหินหมิ่นเหม่จะพลิกไม่พลิกแหล่ ด้านขวาเบื้องล่างเป็นแก่งไหลเชี่ยว และด้านซ้ายเป็นกำแพงหินมีน้ำไหลซึมๆ ซึ่งนั่นทำให้ทางเดินที่นอกจากจะชันแล้วยังลื่นอีกด้วย การเดินในช่วงนี้แทบจะเรียกว่าต้องใช้สติมากกว่าใช้แรง เราเริ่มมีความหวังเมื่อเราพบกับทะเลสาบเล็กๆในเงาของหุบเขา แต่เมื่อเรากางแผนที่ดูทำให้รู้ว่าเราเพิ่งถึงปากทางเท่านั้น ผมเอากระเป๋าของแฟนสาวมาแบกไว้เพราะปากของเธอเริ่มซีด ด้วยแรงที่เริ่มหมดและอากาศที่เบาบาง หลังจากเดินเลาะทะเลสาบจนพ้นเหลี่ยมเขา

ป้ายบอกเส้นทาง "Way To Gokyo"

ป้ายบอกเส้นทาง "Way To Gokyo"

ภูเขาโกเคียวที่เต็มไปด้วยรอยทางเดินที่มองเห็นได้จากจุดนี้ก็โผล่มาทักทาย เรามองภูเขาโล้นสีน้ำตาลๆลูกนั้นแล้วคิดในใจว่าจะไต่ไหวได้ยังไงชันขนาดนั้น กลิ่นควันไฟเริ่มลอยมาปะทะจมูก อีกชั่วอึดใจเราก็ถึงที่พักด้วยสภาพที่โรยรา หลังจากเก็บของในที่พักเราออกไปไต่ขึ้นสันของธารน้ำแข็งเพื่อปรับสภาพร่างกาย วิวบนนี้เมื่อเหลือแสงสลัวๆนั้นดูแปลกพิลึก ยิ่งเมื่อได้ยินเสียงธารน้ำแข็งที่ถล่มเป็นระยะๆท่ามกลางความเงียบสงัดและสภาพภูมิประเทศแล้ว ทำให้เราไม่มั่นใจนักว่าที่นี่นะเหรอคือโลกที่เราคุ้นเคย ก่อนนอนคืนนั้นเรานั่งคุยกับนักเดินทางอีก2-3คน ซึ่งเป็นนักเดินทางตัวยง แต่ละคนเคยข้ามช่องเขาคนเดียวและขึ้นยอด 6000 เมตรมาแล้ว

การขึ้นไปโกเคียวริสำหรับพวกเค้านั้นเปรียบเสมือนการเดินเล่น
ปวดหลังแทน ฮ่าๆ 

ปวดหลังแทน ฮ่าๆ 

DAY 7

เราถูกปลุกด้วยเสียงของลมพายุที่พัดจนตัวตึกสั่น พลิกดูนาฬิกาข้อมือเป็นเวลาจวนจะตี4พอดี เอื้อมมือจะหยิบน้ำมาดื่มแต่ก็หมดโอกาสเพราะน้ำนั้นแข็งไปทั้งขวด ผมจึงลุกเก็บของลงเป้หลังใบเล็กที่ข้างในไม่มีอะไรมากไปกว่ากล้อง กระติกน้ำและของกินเล็กน้อย แฟนสาวมีอาการไข้ขึ้นคงเป็นเพราะความอ่อนล้าและอุณหภูมิที่ลดลงฉับพลัน เธอถามผมมาประโยคนึงว่า "ขอนอนได้มั้ย" ผมตอบแบบไม่คิดว่า "เราเดินมากัน6วัน อย่ายอมแพ้" เธอก็ใจสู้ยัดยาลงปาก2เม็ดแล้วเดินตามผมออกจากที่พัก

สภาพอากาศเช้านี้โหดร้ายที่สุดในตลอด6วันที่เดินมา อุณหภูมิจากนาฬิกาบอกว่า -20องศา ลมพัดแรงจนตัวเซ เราเดินเหยียบแผ่นหินที่วางไว้สำหรับเดินข้ามลำธารที่กว้างราวๆ 50เมตร ไปจนหยุดที่ตีนเขา ไฟฉายติดหัวส่องไล่ตามเส้นทางขึ้นไป เห็นหนทางแล้วก็ท้อ แต่ก็คิดในใจว่ากลับหลังหันไม่ทันแล้ว

ลำธารที่ไหลลงมาจากยอดเขา มีน้ำสีฟ้าเกิดจากน้ำแข็งที่ละลาย เย็นเฉียบ

ลำธารที่ไหลลงมาจากยอดเขา มีน้ำสีฟ้าเกิดจากน้ำแข็งที่ละลาย เย็นเฉียบ

ก้าวแรกในการพิชิตยอดโกเคียวริจึงเริ่มขึ้น ณ บัดนั้น ความเร็วในการทำ summit push วันนี้ มันคือการเดินจงกรมไต่เขานี่เอง 1ก้าวที่ออกแรงไปมักจะแลกด้วย2ก้าวที่ไหลกลับลงมาเสมอ เวลาผ่านไปสองชั่วโมงเราเริ่มมองเห็นจุดที่เราเริ่มเดินอยู่ไกลออกไปๆและเริ่มเห็นทะเลสาบในมุมมองที่กว้างขึ้น

มองเห็นไฟฉายติดหัวเดินตามขึ้นมาเป็นแถว แต่เมื่อหันกลับมาก็พบกับใบหน้าที่ชะโลมด้วยน้ำตา ใช่ครับ แฟนผมเดินไปร้องไห้ไป

เธอคงไม่คิดว่าการจะพิชิตยอดเขาธรรมดาๆลูกหนึ่งที่มาพร้อมกับวิวไม่ธรรมดาจะต้องแลกด้วยความเหนื่อยแสนสาหัสขนาดนี้ เราเดินจนพระอาทิตย์ขึ้นพ้นสันเขา มีกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินสวนเราลงมา พูดให้กำลังใจว่าอีกนิดเดียวจะถึงแล้ว คำพูดที่อ่านเจอในหนังสือ into thin air ที่ว่า "จะพิชิตยอดเขา อย่ามองยอดเขา" ให้มองทางเดินไปเรื่อยๆดังก้องในหัว แต่ไม่มีผลอะไรกับผมเลยเพราะมองยังไงก็ไม่เห็นยอด

ผมหยุดนั่งและเป็นครั้งแรกที่คิดจะถอดใจเดินลง แต่เมื่อมองไปเห็นแฟนผมซึ่งกัดฟันเดินตามผมมา ผมจึงก้มหน้าก้มตาเดิน เวลานั้นสิ่งที่โสตประสาทผมสัมผัสได้คือ เสียงลม เสียงบู้ทบดหินร่วน เสียง trekking pole เสียบไปตามร่องหินเพื่อพยุงตัวและเสียงหอบของตัวเอง ผมเลือกที่เดินตามหมาท้องถิ่นที่เดินตามผมมาจากที่พัก ผมเชื่อว่าสัตว์มักจะมีสัญชาติญาณในเรื่องพวกนี้สูงกว่ามนุษย์อย่างเราเสมอ 

ธงมนต์หลากสี

ธงมนต์หลากสี

เสียงตะโกนโหวกเหวกจากเบื้องบนทำให้ผมเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นกลุ่มคนโบกไม้โบกมือ ธงมนต์หลากสีที่ผูกติดกับซอกหินปลิวไสว ผมกัดฟันเค้นพลังจนหยดสุดท้ายลากตัวไปให้ถึงที่ราบบนนั้น พยุงตัวแฟนสาวที่อ่อนล้านั่งลงบนก้อนหิน เรานั่งพัก ก่อนที่จะสำรวจไปรอบๆบริเวณ

โกเคียว ริ แปลว่า ยอดเขาโกเคียว

ในความสูงกว่า 5,357 เมตรนี้ เบื้องล่างที่มองเห็นคือทะเลสาบรูปทรงสามเหลี่ยมสีมรกตซึ่งก็คือทะเลสาบโกเคียว หากมองคล้อยไปทางด้านซ้ายก็จะพบกับธารน้ำแข็งโงซุมปา ธารน้ำแข็งที่ยาวที่สุดในเขตเทือกเขาเอเวอร์เรสต์ ถัดขึ้นมาก็จะเห็นสายหมอกที่เคลื่อนตัวช้าๆ ไปตามสายลม ในเวลาที่พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นแบบนี้ สิ่งที่คุณมองเห็นคือทัศนียภาพที่ยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ทะเลหมอกและยอดเขาอีกนับร้อย กวาดสายตาให้สูงขึ้นไปอีก ก็จะพบกับยอดเขา 8,000 เมตรทั้งหลาย หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Eight-thousander รายล้อมอยู่โดยรอบ ซึ่งในยอดเหล่านั้น สิ่งที่เรากวาดสายตามองหาคือยอดของเอเวอร์เรสต์ที่สูงที่สุดในโลก เคียงข้างกับลตเซ่ยอดที่ปีนยากกว่าเอเวอร์เรสต์

วันนี้ เราก็ได้มาเห็นกับตาแล้ว...

แสงแรกที่จุดหมายปลายทาง

แสงแรกที่จุดหมายปลายทาง

บทสรุป

ในฐานะมนุษย์ตัวเล็กๆท่ามกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เมื่อนึกย้อนไปถึงวันแรกๆของการเดินทาง อดแปลกใจไม่ได้ว่าทั้งๆที่การเดินทางที่กว่าเราจะมาถึงจุดนี้ได้นั้น แทบจะเรียกได้ว่ามีความยากเพิ่มขึ้นทุกฝีก้าวเลยทีเดียว แต่เราก็อดทนเดินมาทีละก้าวจนมาถึงจุดสูงสุดของทริป ผมขอยกถ้อยคำของ เซอร์ เอดมันต์ ฮิลลารี่ ชายคนแรกผู้เหยียบจุดสูงสุดของโลกพร้อมกับ เทนซิง นอร์เก เชอร์ปา ที่ว่า

“It is not the mountain we conquer but ourselves” ซึ่งแปลว่า เราไม่ได้เป็นผู้ชนะภูเขาสูงแต่หากเป็นเราเอาชนะตัวเราเอง

น่าแปลกที่บรรยากาศที่เบาบางลงเรื่อยๆกลับทำให้จิตใจของเราหนักแน่นขึ้น ทุกก้าวย่างเต็มไปด้วยสติที่สัมพันธ์กับลมหายใจเข้าออก โสตประสาทที่เปิดพร้อมต่อสิ่งรอบข้าง ทำให้เราได้รับรู้ว่า แท้จริงแล้วธรรมชาตินั้นต้องการให้เราอยู่กับปัจจุบัน

DSC_7834.JPG

ในข้อนี้เองเป็นตัวที่ทำให้ผมพอจะเข้าใจหลายๆอย่างในตัวเทรคเกอร์หรือนักเดินทางในลักษณะนี้มากขึ้น ว่าทำไมคนที่ได้ลองท่องเที่ยวในรูปแบบนี้ถึงติดใจกันนักหนา นั่นคงเป็นเพราะพวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันและไม่จำเป็นต้องกังวลกับอนาคตแบบเวลาอยู่ในเมืองนั่นเอง ถึงเวลานี้ยอดเขาโกเคียวคงได้ให้รางวัลแก่ผู้ที่อดทนจนไปเหยียบยอดนั้นได้ด้วยทัศนียภาพที่สวยยากจะบรรยาย

และถึงแม้จะไม่มีเสียงเพลงบรรเลงเหมือนร้านดินเนอร์สุดหรู แต่ก็มีเสียงจากสายลมที่พัดจากหุบเขาและธารน้ำแข็ง กล่อมให้เราจมอยู่ในภวังค์

ซึ่งเราจะได้ยินเสียงลมนี้มาปลอยประโลมทุกครั้งที่รู้สึกหมดแรงและกำลังใจ หรือ เมื่อไรก็ตามที่เรานึกถึงสถานที่แห่งนี้ โกเคียว ริ