TRIPSNatt VirochpokaLADAKH

Above and Beyond

TRIPSNatt VirochpokaLADAKH
Above and Beyond

ผมและเพื่อนวางแผนขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวในโซนเทือกเขาหิมาลัยในช่วงลาหยุดพักร้อน ในหัวตอนนั้นคิดแค่ว่ามันเท่ดี…

แต่ไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัย หรือ ประสบการณ์ในการขับขี่มอเตอร์ไซค์ของตัวเองเลย เพราะเราทั้งคู่ก็ไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซค์เป็นประจำในชีวิตปกติ แล้วยังรู้มาว่าถนนที่นั่นก็สุดโหด แต่ก็ยังดันทุรังที่จะไปขี่มอเตอร์ไซค์ให้ได้  

 คุณป้า Homeless ที่เมือง Leh

คุณป้า Homeless ที่เมือง Leh

ตอนเริ่มวางแผนก็ตกลงกันว่าผม (แนท) ขี่มัน (ปีเตอร์) ซ้อน เพราะผมขี่มอเตอร์ไซค์แบบมีคลัชเป็น แต่คนซ้อน เอ่อ...น้ำหนักมากกว่าคนขี่ประมาน20กิโล เลยต้องย้ำกันอีกว่าถ้ารถเซเมื่อไหร่เอาขาค้ำให้ด้วย หรือถ้าขึ้นเนินไม่ไหว ลงเดินแล้วไปเจอกันบนยอดเลยนะ

แต่ก่อนไปเราก็ได้ทำการซ้อม ด้วยการยืมบิ้กไบค์ของเพื่อนอีกคนมาขี่ประมาน 3 วัน กันเหนียวไว้ก่อน ให้พออุ่นใจ

 ธงอธิษฐาน

ธงอธิษฐาน

และแล้ววันเดินทางก็มาถึง...ระหว่างทางไปสนามบิน พี่แท็กซี่ เค้าก็ถามว่าไปเที่ยวไหนกัน พอบอกว่า เลห์ ลาดักห์ ปุ๊บ พี่เค้าก็เล่าเรื่องเค้ายาวเลย ว่าแกเคยไป road trip แบบเดียวกับที่ผมกำลังจะไป เลยกลายเป็นว่าได้คำแนะนำดีๆเพิ่มจากพี่เค้าว่าต้องเตรียมตัวเตรียมใจกับอะไรบ้าง

คำแนะนำของพี่แท็กซี่มีดังนี้

  • บน Khardung La Pass ต้องขับขี่อย่างระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เพราะถนนลื่นมาก
  • ควรจะพกแกลลอนน้ำมันไปด้วย (พร้อมกับบอกพิกัดว่าตรงไหนมี หรือ ไม่มีปั๊มบ้าง)
  • ต้องต่อราคาร้านมอเตอร์ไซค์
  • ระวังเรื่อง Tagกระเป๋าที่สนามบินเลห์ให้ดี เค้าตรวจกันเข้มมาก

ทั้งบังเอิญ ทั้งโชคดีมากจริงๆ ที่ขึ้นรถพี่เค้าไปสนามบิน

 สภาพอากาศบน Khardung La Pass

สภาพอากาศบน Khardung La Pass

เมืองเลห์ และ เพื่อนใหม่

เมื่อมาถึงเลห์ เรารีบนอนพักผ่อนเอาแรงกันตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อปรับร่างกาย (ให้ชินกับสภาพความสูง) ตื่นอีกทีก็บ่ายๆ เราก็เริ่มตะเวนเดินหารถมอเตอร์ไซค์สำหรับการเดินทางในทริปนี้ ในเมืองเลห์จะมีร้านเช่ามอเตอร์ไซค์เยอะมาก เรียกได้ว่าทั้งซอย โดยเฉพาะบริเวณใกล้ๆ Main Bazaar ส่วนราคาจะเป็นราคามาตรฐานจากสมาคมเช่ามอเตอร์ไซค์ของที่นั่น ค่าเช่าประมาน 800 – 2,000 รูปี ต่อวัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและฝีปากในการต่อรอง ซึ่งรถที่เราได้มาก็คือ Royal Enfield Classic 350cc ในราคา 1,200 รูปี ต่อวัน โดยต้องโชว์ใบขับขี่มอเตอร์ไซค์ให้ทางร้านดู เพื่อให้ทางร้านเช่าสบายใจว่าขี่เป็นแน่นอน

วันต่อมา เราก็เริ่มด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวในตัวเมือง วันนั้นโชคดีบวกบังเอิญอีกแล้ว เพราะขี่ไปเจอกับรถตู้กรุ๊ปของพี่คนไทยที่เจอบนเครื่องบิน ที่ใจดี เป็นผู้มีพระคุณให้ยา Diamox ที่ช่วยอาการเมาความสูง มาให้กินระหว่างบินมาที่ Ladakh เราทักทายคุยกันซักพัก พี่เค้าก็เอารถผมไปลองขี่บ้าง เอาไปเป็นนายแบบถ่ายรูปบ้าง หลังจากนั้นก็เลยขี่ตามกันไป 1 วันเต็ม เป็นการเติมสีสันในการเดินทางครั้งนี้ให้สนุกขึ้นมาก แต่สุดท้ายก็ต้องแยกกันที่ Likir Monastry เพราะคืนนั้นเราจะต้องขับกลับไปนอนที่ตัวเมือง Leh ส่วนพี่ๆเค้าค้างกันแถวนั้น

 วิวเมื่อมองลงมาจาก Likir Monastery

วิวเมื่อมองลงมาจาก Likir Monastery

ถนนที่ไม่ใช่ถนน (Khardung La Pass)

คืนนั้นเราก็เจอกับน้องคนไทยอีก 2 คนพักที่ Guest House เลยชวนกันขี่มอเตอร์ไซค์จาก Leh ไป Nubra Valley พร้อมๆกันในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับเพื่อนชาวอิสราเอลอีก 2 คน รวมทั้งหมดเป็น 6 คน มอเตอร์ไซค์ 3 คัน ระหว่างทางเจอทั้งพายุหิมะ ทั้งพายุฝน ถนนที่ไม่อยากเรียกว่าถนน ขับผ่าน Khardung La Pass เค้าเคลมว่าเป็นถนนที่สูงที่สุดในโลกเลยนะ ความสูงอยู่ที่ประมาณ 5,600 เมตร ตอนขี่คือตัวสั่นมากเพราะเราต้องขี่ฝ่าทั้งอากาศที่หนาวจัดและลมที่แรง จนหันไปถามปีเตอร์ว่า “เรามาทำอะไรกันที่นี่วะ??” จนสุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้ ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย คืนนั้นเราพักกันที่เมือง Sumur 1 คืน ต่อด้วย Hunder อีก 1 คืน 

Nubra Valley สุขสงบและวิวสวยมาก แต่น่าเสียดายที่ฟ้าฝนไม่ค่อยเป็นใจ เลยไม่ค่อยมีแดดดีๆให้ถ่ายรูปสวยๆซักเท่าไหร่ แต่พอดูรวมๆแล้วมีเสน่ห์ จนผมก็ยกให้เป็น Highlight ของทริปนี้เลย

 น้องอูฐที่ Nubra Velley

น้องอูฐที่ Nubra Velley

เกือบเอาชีวิตไปทิ้ง

ขากลับจาก Nubra Valley ดันโชคร้าย ถนนปิดไม่ให้มอเตอร์ไซค์ขึ้น เพราะหิมะตกหนัก จนต้องเอามอเตอร์ไซค์ที่จะข้ามกลับทุกคันขึ้นรถบรรทุก และให้ปีเตอร์ล่วงหน้าไปรอที่ Leh ก่อนโดยการโบกรถ ส่วนผมไปกับรถบรรทุก แต่ความโชคร้ายมันไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะกลายเป็นว่าเราต้องติดอยู่บนรถบรรทุก บนถนนที่สูงที่สุดในโลก อยู่นานถึง 7 ชั่วโมง กับเพื่อนร่วมชะตากรรมอีก 5 คน เรียกได้ว่าทรมานที่สุดในชีวิตกับความหนาวเหน็บและอาการแพ้ความสูง 

รถบรรทุกนั้นติดอยู่ตั้งแต่เที่ยงวัน ถึง 1ทุ่ม จอดสนิท จอดนิ่งมากๆ จนเพื่อนๆฝรั่งเดินเท้าขึ้นไปที่ Khardung La Top (จุดสูงสุดของ Khardung La Pass) ตอนประมาณบ่ายสอง เพื่อไปหาชาร้อนหาข้าวกิน ส่วนผมเลือกจะรอเพราะมันค่อนข้างไกล บวกกับการที่ร่างกายเริ่มรู้สึกไม่ไหว เลยขอเลือกอยู่เฉยๆ ระหว่างรอนั้นก็ไม่ได้ดื่มน้ำเลย จนเกือบๆ1ทุ่ม เพื่อนๆฝรั่งก็เดินกลับมาที่รถเพื่อเอาของ ตอนนั้นทุกๆคนตัดสินใจทิ้งรถมอเตอร์ไซค์ไว้ และบอกผมให้เดินไป Khardung La Top พร้อมกัน และโบกรถกลับเลห์ ส่วนมอเตอร์ไซค์ค่อยไปนัดเอาพรุ่งนี้ที่เมือง Leh

กว่าจะกลับมาถึงเมือง Leh ปาเข้าไป 3 ทุ่มกว่า พอได้เจอกับปีเตอร์ มันก็เล่าให้ผมฟังว่ามาถึงตั้งแต่บ่าย 3 ซึ่งก็เครียดมาก ตอนที่ข้ามเขาไปก่อน มันมองลงมาละเห็นผมอยู่บนรถบรรทุกด้านล่าง ไม่คิดว่าจะคลาดกันนานถึง 6 ชั่วโมง นึกว่าผมเป็นอะไรไปแล้ว ติดต่ออะไรกันก็ไม่ได้เลย ตัวผมเองตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะรอดเลยรึเปล่า

 ทางกลับลงตัวเมืองเลห์ จาก Khardung La

ทางกลับลงตัวเมืองเลห์ จาก Khardung La

ถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ

หลังจากกลับมากจาก Nubra Valley เราตัดสินใจพักร่างในเมือง Leh ต่อ 1 วัน ก่อนที่จะมุ่งหน้าต่อไปที่ Pangong Tso หรือ ทะเลสาบปันกอง ทะเลสาบน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก แต่กลัวจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำสอง เราจึงต้องตัดใจหยุด Motorbike Trip ไว้เท่านี้ และเหมารถสี่ล้อกันขึ้นไป เพราะการเดินทางวันนี้เราต้องผ่านถนน Chang La Pass ที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก สูงถึง 5,360 เมตร โดยประมาณเลยทีเดียว ถ้าครั้งนี้ไปติดอยู่บนนั้นอีกสงสัยจะได้ฝากร่างไว้ที่หิมาลัยแน่ๆ

พอมาถึง Pangong Tso เราก็พบว่าอากาศหนาวมากๆๆๆมากที่สุดกว่าทุกที่ที่ไปมา แต่วิวก็สวยสุดๆๆๆๆๆๆเช่นกัน

คืนสุดท้ายที่ Pangong Tso นั้น เราได้พบกับเพื่อนชาวต่างชาติอีกสามคน นั่งคุยไปคุยมากันซักพักก็รู้ว่า เอ๊า! พักที่เดียวกันใน Leh ด้วยนี่หน่า ขากลับเค้าเลยขอติดรถกลับมาด้วย เหตุเพราะพวกเค้าขี่มอเตอร์ไซค์มาที่นี่เพราะสภาพอากาศและถนนแย่มากจนเค้าไม่สามารถซ้อนกันกลับขาลงเขาได้ คนนึงจึงต้องขับกลับไป Leh เพียงคนเดียว ทิ้งอีกคนไว้ แต่ไม่เป็นไร! เรานักเดินทางต้องช่วยกัน

 ทะเลสาบปันกอง

ทะเลสาบปันกอง

ขอบคุณมิตรภาพ

ทริปนี้น่าจะเป็นทริปที่ทรหดที่สุดเมื่อเทียบกับทริปที่ผ่านๆมาทั้งหมดของผม ทั้งสภาพอากาศ สภาพภูมิประเทศ เรียกว่าไม่มีอะไรที่เป็นใจเลย แต่ในความลำบาก กลับมีสิ่งประทับใจเกิดขึ้นมากมาย ทั้งวิวทิวทัศน์ที่สวยงามยิ่งใหญ่สุดลูกหูลูกตา ผู้คนที่พบเจอตลอดการเดินทาง และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนที่เพิ่งจะรู้จักกัน แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ทริปนี้สมบูรณ์แบบแล้วครับ 

ขอขอบคุณทุกๆคนที่ได้พบกัน ทุกๆสิ่งที่ได้เจอ และทุกประสบการณ์ ตลอดการเดินทางครับ 

 ผม และ ปีเตอร์

ผม และ ปีเตอร์

Tips การเดินทาง

  • สำหรับใครที่สนใจ แนะนำให้ศึกษาเส้นทางการเดินทางให้ละเอียดก่อนไป แล้วคิดดีๆก่อนตัดสินใจ
  • ถ้าให้ดีรอให้อากาศอุ่นลงนิดนึงแล้วไป ช่วง ก.ค.-ส.ค. น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทาง
  • เช็คอากาศก่อนไป เห็นว่าฝนตกเยอะ เลยเตรียมเสื้อกันฝนไปด้วยครับ รวมถึงอุปกรณ์กันฝนสำหรับกล้องด้วย  
  • ทำ Evisa ของอินเดียในเว็บไปก่อน ดีกว่า ง่ายมากครับ แถมถูกกว่าไปสถานทูตสองเท่า 
  • เสื้อผ้ารองเท้าถุงเท้าก็เตรียมไปหนาๆหน่อย เราต้องขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าแดดลมฝนหิมะ 
  • อากาศแห้งมากและแดดแรงมาก อย่าลืมเตรียมครีมป้องกันไปด้วยครับ
  • เส้นทาง Shayok (Nubra-Pangong) ทางโหดมาก ถ้าขี่ไม่แข็งไม่ต้องไป (ซึ่งผมก้ไม่ได้ไปครับ ใช้เส้นทางอื่นแทน)
  • เตรียม Diamoxไปด้วย แล้วก็อย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆ
  • ถ้ารู้สึกว่าร่างกายไม่โอเค ต้องหยุดพักผ่อน อย่าฝืน

 

** รูปสุดท้ายถ่ายโดย คุณ Pris Tima
*** รูปฟิล์มทุกรูปถ่ายโดย คุณ Peter Piya